แนวข้อสอบภาษาไทยเพิ่มเติม

เว็บบอร์ดสำหรับผู้ปกครองห้องม.3/6

แนวข้อสอบภาษาไทยเพิ่มเติม

โพสต์โดย twinsdadbodin44 » อาทิตย์ 12 ก.ย. 2010 11:49 am

ต้องขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อจากห้อง 14 ครับ

- พระไชยสุริยา : เป็นนิทานที่สุนทรภู่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ประเภทกาพย์หลายชนิด ได้แก่ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28

เป็นนิทานสำหรับสอนอ่าน เนื้อหาเรียงลำดับความง่ายไปยาก จากแม่ ก กา แม่กน กง กก กด กบ กม และเกย เชื่อว่าแต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2383 ? 2385

ผู้แต่ง ; ท่านสุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๓ - ๒๓๘๕ ขณะที่บวชเป็นพระอยู่ทีวัดเทพธิดาราม
ท่านแต่งเป็นกาพย์ซึ่งแทรกความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย ในเรื่องของมาตราตัวสะกดแม่ต่าง ๆ เช่น แม่กก กง กน กด กบ และเกย เป็นต้น
นอกจากนั้นยังสอดแทรกคติธรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกด้วย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งตำราภาษาไทยขึ้น
ท่านได้นำกาพย์พระไชยสุริยามาแทรกไว้ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ
ซึ่งเป็นแบบเรียนเล่มแรกในทั้งหมด ๖ เล่มซึ่งใช้ในการสอนหนังสือนักเรียนในยุคนั้น

เรื่องย่อ พระไชยสุริยาเป็นเรื่องราวของ พระไชยสุริยา กษัตริย์ที่ครองเมืองด้วยความสงบเรียบร้อยมาตลอด
จนกระทั่งวันหนึ่งมีน้ำท่วมจนบ้านเมืองล่มสลายไป พระไชยสุริยาพร้อมกับนางสุมาลี พระมเหสี และนางกำนัลหนีลงเรือ
แต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก คลื่นซัดพระไชยสุริยากับพระนางสุมาลีเข้าฝั่ง ทั้งสองต้องเดินทางอยู่กลางป่าจนพบกับฤาษีตนหนึ่ง

ฤฤาษีได้บอกถึงสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศว่า ด้วยข้าราชสำนักทั้งหลายประพฤติชั่ว
รับสินบนไม่รักษาความยุติธรรม ฟ้าดินจึงลงโทษ
ฤาษีได้แนะนำให้พระไชยสุริยา และพระนางสุมาลีรักษาศีลปฏิบัติธรรม
ต่อมาทั้งสองพระองค์ได้ออกบวชและบำเพ็ญธรรมจนสิ้นพระชนม์ชีพ

กลอนที่จะคัดมาให้ชมนี้คัดตอนของแม่กงมาให้อ่านดังต่อไปนี้ เป็นตอนที่เด็กๆ ไปสอบอ่านแล้วค่ะ

กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์สังสดาลขานเสียง
กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง พระยาลอคลอเคียง แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง เพลินฟังวังเวง อีเก้งเริงร้องลองเชิง
ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง คางแข็งแรงเริง ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
ป่าสูงยูงยางช้างโขลง อึงคะนึงผึงโผง โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป



ออกสอบบ่อยมาก ; กาลกิณี 4ประการ คือ สาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน
ได้แก่ 1.การเห็นผิดเป็นชอบ
2.การไม่รู้บุญคุณ
3.การเบียดเบียนทำร้ายซึ่งกันและกัน
4.ความโลภ


แบบทดสอบชุด1 พระไชยสุริยา

1.ข้อใดไม่ใช่ข้อคิดจากเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา
ก. ข้าราชการที่ดีต้องไม่คดโกง
ข. การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขทุกคนต้องไม่เบียดเบียนกัน
ค. การเกิดปัญหาอาชญากรรมเป็นเรื่องธรรมดา
ง. คนไทยไม่ควรมัวเมาเพลิดเพลินสนุกสนานจนเกินไป

.2.. กาพย์ชนิดใดที่บังคับจำนวนคำ ๒๘ คำต่อ ๑ บท
ก. กาพย์ยานี ข. กาพย์ฉบัง
ค. กาพย์สุรางคนางค์ ง. กาพย์พระไชยสุริยา

3. เหตุที่ทำให้พระไชยสุริยาต้องเดือดร้อนจากการครองบ้านเมืองเพราะข้อใด
ก. ความยากจน ข. ถูกรุกรานจากเพื่อนบ้าน
ค. โอรส ธิดา ไม่ปรองดองกัน ง. ข้าราชการอำมาตย์ไม่มีธรรมะในใจ

4. คำประพันธ์ในข้อใดใช้โวหารอุปมา
ก. กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
ข. ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง เพลินฟังวังเวง อีเก้งเริงร้องลองเชิง
ค. พสุธาอาศัยไม่มี ราชานารี อยู่ที่พระแกลแลดู
ง. เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องซ้องเสียง สำเนียงน่าฟังวังเวง

5..ข้อใดไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากกาพย์พระไชยสุริยา
ก.อาหารไทย ข. พรรณไม้ไทย ค. สัตว์ป่าของไทย ง. แม่สะกดมาตราต่างๆ

6.ในบทไหว้ครู ไม่ได้กล่าวถึงข้อใด
ก. พ่อแม่ ข. ครูอาจารย์ ค. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ง. พระรัตนตรัย

7.ข้อใดไม่ใช่ กาลกิณี 4 ประการ
ก. ความโลภ ข. การไม่รู้คุณ ค. ความอัปลักษณ์ ง. การเห็นผิดเป็นชอบ

8.คำประพันธ์ข้อใดไม่มีแม่ ก.กา อยู่เลย
ก. ลูกศิษย์คิดล้างครู ข. ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน ค. ส่อเสียดเบียดเบียนกัน ง. ลอบฆ่าฟันคือตัณหา

9.กะลิงกระลางนางนวลนอนเรียง พญาลอคลอเคียง แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
ข้อใดเป็นชื่อนกทั้งสองคำ
ก.กะลิง-กระลาง ข. นางนวล-นอนเรียง ค. พญาลอ-คลอเคียง ง. อีโก้ง-โทงเทง

10. ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตะลิงปลิงปริงประยงค์ คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง
คำประพันธ์นี้ มีพรรณไม้กี่ชนิด
ก. 7 ชนิด ข. 8 ชนิด ค. 9 ชนิด ง. 10 ชนิด

กาพย์พระไชยสุริยา
1.ค 2. ค 3 .ง 4. ก 5.ก 6.ค 7.ค 8.ค 9.ง 10.ง

ชุดที่ 2 พระไชยสุริยา
แบบทดสอบพระไชยสุริยา- ออกสอบในภาษาไทยพื้นฐานค่ะ

1. สุนทรภู่เริ่มต้นบทไหว้ครูด้วยมาตราตัวสะกดใด
ก. แม่ก.กา ข. แม่กก ค. แม่กน .ง.แม่กง

2. คำประพันธ์ในข้อใดกล่าวถึงจุดประสงค์ในการแต่ง
ก. สาธุจะขอไหว้ พระศรีไตรสรณา
ข .ข้าเจ้าเอา ก ข เข้ามาต่อ ก กา นี้
ค. จะร่ำคำต่อไป พอล่อใจกุมารา
ง. ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกริยาอัชฌาสัย

3.คำประพันธ์ข้อใด ไม่ใช่ที่มาของเหตุอาเพศ
ก. ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไทย
ข. ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกริยาอัชฌาสัย
ค. อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี
ง. ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา

4.ค้อนทองร้องป๋องแป๋ง เพลินฟังวังเวง อีเก้งร้องลองเชิง
คำประพันธ์นี้ ดีเด่นทางวรรณศิลป์ด้านใด
ก. การใช้ภาพพจน์ ข. การเล่นคำ ค.การพรรณนาให้เกิดภาพ ง. การเล่นเสียง

5. คำประพันธ์ข้อใดแสดงความจงรักภักดีที่พระมเหสีมีต่อพระไชยสุริยา
ก. เอ็นดูภูธร มานอนในไพร มณฑลต้นไทร แทนไพชยนต์สถาน
ข. ส่วนสุมาลี วันทาสามี เทวีอยู่งาน
ค. พระชวนนวลนอน เข็ญใจไม้ขอน เหมือนหมอนแม่นา
ง. ภูธรสอนมนต์ ให้บ่นภาวนา เย็นย่ำร่ำว่ากัน ป่าภัยพาล

6.ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกาลกิณี 4 ประการ
ก. ประกอบชอบเป็นผิด กลับจริตผิดโบราณ
สามัญอันธพาล ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม

ข. ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน
ส่อเสียดเบียยดเบียนกัน ลอบฆ่าฟันคือตัณหา

ค. ซื่อตรงหลงเลห์เสนี กลับกลอกอัปรีย์ บุรีจึงล้มจมไป

ง. โลภลาภบาปบคิด โจทย์จับผิดริษยา
อุระพสุธา ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง

7.คำประพันธ์ในข้อใด มีมาตราตัวสะกด แม่ก กา แม่กง แม่กน แม่กก แม่กด
ก. กระจับปี่สีซอท่อเสียง ขับรำจำเรียง สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง
ข. เดชะพระกุศลหนหลัง สิ่งใดใจหวัง ได้ดังมุ่งมาดปรารถนา
ค. จริงนะประสกสีกา สวดมนต์ภาวนา เบื้องหน้าจะได้ไปสวรรค์
ง. จบเทศน์เสร็จคำรำพัน พระองค์ทรงธรรม์ ด้นดั้นเมฆาคลาไคล

8.โยโสโผผาถาไป พอพระสุริใส จะใกล้โพล้เพล้เวลา
คำว่า โพล้เพล้ มีความหมายตรงกับข้อใด
ก. รุ่งอรุณ ข. รุ่งทิวา ค. สนธยา ง. ราตรีกาล

9. บรรดาสามัญสัตว์ เกิดวิบัติปัตติปาปัง
ไตรยุคทุกขตรัง สังวัจฉระอวสาน
ข้อใดแปลความหมายไม่ถูกต้อง
ก. วิบัติ หมายถึง ความหายนะ ข. ปัตติปาปัง หมายถึง หลีกหนีไปไม่พ้น
ข. ทุกขตรัง หมายถึง มีทุกข์มากขึ้น ง. สังวัจฉระ หมายถึง ปี ในที่นี้หมายถึง เวลา

10.ข้อใดแปลความไม่ถูกต้อง
ก. ไม่จำคำผู้ใหญ่ ศีรษะไม้ใจโยโส หมายถึง ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ อวดดี
ข. ถือน้ำร่ำเข้าไป แต่น้ำใจไม่นำพา หมายถึง ผู้ที่นำของมามอบให้ ก็ให้อย่างไม่เต็มใจ
ค. หาได้ใครหาเอา ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา หมายถึง ต่างคนต่างหาประโยชน์ของตน ประชาชนจึงมีแต่ทุกข์
ง. ผู้ที่มีอาญา ไล่ตีด่าไม่ปรานี หมายถึง นักโทษถูกไม่ตีและถูกด่าอย่างไม่มีความเอ็นดูสงสาร

เฉลย 1. ก 2.ค. .3.ข 4.ก 5.ข. .6..ค 7.ค 8.ค 9 .ข 10.ข




แบบทดสอบ ชุด 3 / ไทยพื้นฐาน

สุภาษิตพระร่วง

ข้อ 1. ข้อใดสอนให้รู้จักเลือกคบคน
ก. พบศัตรูปากปราศรัย ข. ความในอย่าไขเขา ค. อย่าเบียดเสียดแก่มิตร ง. อย่าผูกมิตรคนจร

ข้อ 2. ข้อใดมิใช่การสอนให้รอบคอบ
ก. ทำรั้วเรือกไว้กับตน ข. พรรคพวกพึงทำนุก ค. เร่งระมัดระวังไฟ ง. ที่ไปจงมีเพื่อน

ข้อ 3. ในสุภาษิตพระรวงได้ห้ามการคบคน 4 ประเภท คือ
ก. ทาส คนพาล คนขำ คนจร ข. ผู้ร้าย คนทรยศ คนไม่ซื่อ ข้าเก่า
ค. คนปากร้าย คนคดโกง คนไม่ซื่อ คนไม่มีหัวนอน ง. คนวิกลจริต นักโทษ คนหลอกลวง คนความรู้น้อย

ข้อ 4. ที่สุ้มเสือจงประหยัด หมายถึง
ก. สอนให้ระมัดระวังสัตว์ร้าย ข. สอนให้ระมัดระวังโจร
ค. สอนให้ดูแลสัตว์ร้าย ง. สอนให้สังเกตโจร

ข้อ 5. อย่าใช้คนบังบด หมายถึง
ก. อย่าใช้คนปิดบังความผิดของตนเอง ข. อย่าปกปิดความผิดของผู้อื่น
ค. อย่าใช้คนที่ชอบทำอะไรปิดๆ บังๆ ง. อย่าใช้คนที่มีความลับมาก




กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา

ข้อ 6. ข้อใดกล่าวผิดวัตถุประสงค์ในการแต่งกาพย์พระไชยสุริยา
ก. เพื่อแต่งถวายพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีพระอัครชายาในรัชกาลที่ 2
ข. เพื่อแสดงความสามารถในการประพันธ์ประเภทกาพย์ของสุนทรภู่
ค. เพื่อใช้เป็นแบบเรียนสอนอ่านและเขียน
ง. เพื่อแต่งถวายพระอักษรเจ้าฟ้าอาภรณ์ เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ข้อ 7. เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา
จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกเดือนปี
จากข้อความข้างต้นข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. พระดาบสเป็นผู้ทรงศีลมีสมาธิเก่งกล้า
ข. พระดาบสนั่งเข้าฌานนานมาเป็นเดือน
ค. พระดาบสไม่กินอาหารเลยตั้งแต่เริ่มภาวนาในครั้งนี้
ง. พระดาบสนั่งภาวนามากเป็นเดือนเป็นปี

ข้อ 8. "ค้อนทองเสียงร้องป๋องแป๋ง เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง"
คำประพันธ์ข้างต้นกล่าวถึงสัตว์กี่ชนิด
ก. 2 ชนิด ข. 3 ชนิด ค. 4 ชนิด ง. 5 ชนิด

ข้อ 9. ข้อใดเป็นอุปมาโวหาร
ก. เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องก้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง
ข. กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง พญาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
ค. ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง
ง. ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตลิงปิงปริงประยงค์
คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง

ข้อ 10. ข้อใดตรงกับแนวคิดของเรื่อง กาพย์พระไชยสุริยามากที่สุด
ก. บ้านเมืองจะล่มจม ถ้าคนในสังคมขาดศีลธรรม ข. การจะให้พ้นทุกข์ ต้องถือบวชเป็นพระดาบส
ค. สังคมจะสงบสุข ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ของตน ง. บ้านเมืองจะน่าอยู่ ถ้าทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน



........สรุปกาพย์พระไชยสุริยาอีกครั้งค่ะ

กาพย์พระไชยสุริยา
ผู้แต่ง ; สุนทรภู่

เป็นนิทานสำหรับสอนอ่าน เนื้อหาเรียงลำดับความง่ายไปยาก จากแม่ ก กา แม่กน กง กก กด กบ กม และเกย เชื่อว่าแต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2383 ? 2385

ท่านสุนทรภู่ แต่งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๓ - ๒๓๘๕ ขณะที่บวชเป็นพระอยู่ที่วัดเทพธิดารามท่านแต่งเป็นกาพย์
ซึ่งแทรกความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย ในเรื่องของมาตราตัวสะกดแม่ต่าง ๆ เช่น แม่กก กง กน กด กบ และเกย เป็นต้น
ทั้งยังสอดแทรกคติธรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกด้วย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
แต่งตำราภาษาไทยขึ้น ท่านได้นำกาพย์พระไชยสุริยามาแทรกไว้ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นแบบเรียนเล่มแรกในทั้งหมด ๖ เล่มซึ่งใช้ในการสอนหนังสือนักเรียนในยุคนั้น

เรื่องย่อ

มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระไชยสุริยา ครองเมืองสาวัตถี มีพระมเหสี ทรงพระนามว่า สุมาลี ครอบครองบ้านเมืองด้วยความผาสุก
ต่อมาข้าราชการ เสนาอำมาตย์ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จึงเกิดเหตุอาเพศ เกิดน้ำป่าไหลท่วมเมือง ผีป่าอาละวาด
ทำให้ชาวเมืองล้มตายจำนวนมาก พระไชยสุริยากับพระมเหสีจึงลงเรือสำเภาแต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก พระไชยสุริยาและมเหสีขึ้นฝั่งได้
พระอินทร์จึงเสด็จมาสั่งสอนธรรมะให้ ทั้งสองพระองค์ปฏิบัติตามธรรมจึงเสด็จไปสู่สวรรค์

ลักษณะคำประพันธ์

ลักษณะการแต่ง แต่งด้วยกาพย์ 3 ขนิด คือ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28
(1)กาพย์ยานี 11 ใช้ในการบรรยาย หรือเล่าเรื่อง เช่น
..........จะร่ำค่ำต่อไป......................................พอล่อใจกุมารา
ธรณีมีราชา..................................................เจ้าพาราสาวัตถี
..........ชื่อพระไชยสุริยา..................................มีสุดามเหสี
ชื่อว่าสุมาลี....................................................อยู่บูรีไม่มีภัย
คำที่ใช้เป็นคำไทยง่ายๆเหทาะกับวัยที่เพิ่งฝึกหัดอ่านเขียนเป็นเบื้องต้นเริ่มด้วยคำในมาตราแม่ ก กา

(2) กาพย์ฉบัง 16 เป็นกาพย์ที่มีลีลางามสง่ามักใช้ในการบบรรยายเหตุการณ์ที่สำคัญ หรือบรรยายเหตุการณ์ที่รวบรัดรวดเร็ว เช่น
..........เภตรามาในน้ำใหล..........................ค่ำเช้าเปล่าใจ
ที่ในมหาวารี
.........พสุธาอาศัยไม่มี................................ราชานารี
อยู่ที่พระแกลแลดู

(3) กาพย์สุรางคนางค์28 เป็นกาพย์ที่มีลีลาอ่อนหวาน เศร้า มักใช้ในการพรรณนาอารมณ์ความรู้สึกเช่น

............ขึ้นใหม่ในกน......................ก กา ว่าปน....................ระคนกันไป
เอ็นดูภูธร......................มานอนในไพร....................มณฑลต้นไทร................แทนไพชยนต์สถาน

6.2 จุดประสงค์การแต่ง
-เรื่องกาพย์พระไชยสุริยานี้แต่งขึ้น เพื่อเป็นแบบเรียนใช้สอนเรื่องการสะกดคำและการใช้ถ้อยคำแก่พระโอรสในพระบรมวงศานุวงศ์
โดยเรียงตามลำดับมาตราตัวสะกด คือ แม่ ก กา แม่กน แม่กง แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กม แม่เกย

-ลักษณะเนื้อหาเริ่มสอนจากง่ายไปหายาก มีการทบทวนความรู้เดิมทุกครั้ง ทำให้ น่าสนใจ น่าติดตาม แต่ยังไม่จบเรื่อง
คือ ขาดมาตราตัวสะกดแม่เกอวไปอีกหนึ่งมาตรา

.3 การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์

(1)การใช้คำง่ายๆบรรยายให้เห็นภาพชัดเจน เช่น
................ข้าเฝ้าเหล่าเสนา...........................มีกิริยาอะฌวสัย
พ่อค้ามาแต่ไกล............................................ได้อาศัยในพารา
...............ไพร่ฟ้าประชาชี.............................ชาวบูรีก็ปรีดา
ทำไร่เขาไถนา..............................................ได้ข้าวปลาแลสาลี

(2)ใช้คำพรรณนาให้สะเทือนอารมณ์เช่น
..............คืนนั้นจันทร.....................มีดารากร.................เป็นบริวาร
เห็นสิ้นดินฟ้า..............ในป่าท่าธาร...................มาลีคลี่บาน................ใบก้านอรชร
.............เย็นฉ่ำน้ำฟ้า......................ชื่นชะผกา................วายุพาขจร
สารพันจันอิน.............รื่นกลิ่นเกสร................แตนต่อคล้อร่อน...........ว้าว่อนเวียนระวัน

(3)สร้างสรรค์คำประพันธ์ โดยใช้โวหารได้ไพเราะเหมาะสม ดังนี้

-ใช้โวหารนาฏการ คือเห็นกิริยาอาการที่ทำต่อเนื่อง เช่น
..............เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน....................เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคียง
..............ฝูงละมั่งฝันดินกินเพลิง..............................ค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
..............ป่าสูงยูงยางช้างโคลง...................................อึงคะนึงผึงโผง
โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

-ใช้โวหารสัทพจน์ ได้เห็นภาพและได้ยินเสียง เช่น
.............กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง...................พระยาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
.............ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง..........................เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง

-ใช้โวหารอุปมา คือ เปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เช่น
..............กลางไพรไก่ขันบรรเลง.........................ฟังเสียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
.............ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง.......................เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง

-ใช้โวหารสัญลักษณ์ คือ การบรรยาย หรือ พรรณนาบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องบรรยายชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ใช้สัญลักษณ์แทน เช่น
..............ขึ้นกดบทอัศจรรย์.....................เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง
นกหกตกรังรวง......................................สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงน
..............แดนดินถิ่นมนุษย์....................เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง
ตึกกว้านบ้านเรือนโรง...........................โคลงคลองเคลื่อนเขยื้อนโยง

(4)ใช้คำได้ไพเราะ มีเสียงสัมผัสในวรรคทุกวรรค ทั้งสัมผัสสระ และสัมผัสอักษร เช่น

...............ขึ้นกงจงจำสำคัญ........................ทั้งกนปนกัน
รำพันมิ่งไม้ในดง
............ไกรกร่างยางยูงสูงระหง.....................ตะลิงปลิงปริงประยงค์
คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง
............มะม่วงพลวงพลองช้องนาง...........หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง
กินพลางเดินพลางหว่างเนิน

สัมผัสอักษร เช่น จง-จำ มิ่ง-ไม้ ไกร-กร่าง ยาง-ยูง ตะลิงปลิง-ปริงค์-ประยงค์ ฝิ่น-ฝาง พลวง-พลอง

สัมผัสสระ เช่น กง-จง จำ-สำ กน-ปน ไม้-ใน กร่าง-ยาง ยูง-สูง ลิง-ปริง-ปลิง ยงค์-ทรง-ส่ง ม่วง-พลวง พลอง-ช้อง เกลื่อน-เถื่อน พลาง-หว่าง

(5) ใช้ลีลาจังหวะในการอ่านได้สนุกและเกิดอารมณ์ตามเนื้อเรื่อง
เช่นกาพย์ยานี11 ใช้จังหวะการอ่าน2/3 3/3 เป็นจังหวะประกอบเสียงหนักเบา และสัมผัสในของแต่ละวรรค

-แสดงอารมณ์ขันของสุนทรภู่ เช่น
............ขุนนาง / ต่างลุกวิ่ง...................ท่านผู้หญิง / วิ่งยุคหลัง
พัลวัน / ดันตึงตัง.................................พลั้งพลัดตก / หกคะเมน
............พระสงฆ์ / ลงจากกุฏิ์...............วิ่งอุดตลุด / ฉุดมือเณร
หลวงชี / หนีหลวงเถร.........................ลงโคลนเลน / เผ่นผาดโผน

-ให้อารมณ์เศร้า เหงา เช่น
...............พระชวนนวลนอน...........เข็ญใจไม้ขอน...............เหมือนหมอนแม่นา
ภูธรสอนมนต์.............ให้บ่นภาวนา...............เย็นค่ำร่ำว่า..................กันป่าภัยพาล

-ให้อารมณ์แช่มชื่นเบิกบานบ้าง
...........เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน..........เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคือง
...........เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง........................เริงร้อยซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง

6.4 การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม

(1) ให้ความรู้แก่ผู้อื่นตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง คือ ใช้เป็นสื่อการสอน ใช้ในการสอนมาตราตัวสะกด

(2) ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการตามเนื้อเรื่อง

(3) ให้เห็นสภาพสังคมไทย เหมือนสภาพคนไทยก่อนเสียกรุง ดังนี้

................อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า...........................ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดีดี................................................ทำมโหรีที่เคหา
................ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ............................เข้าแต่หอล่อกามา
หาได้ให้ภริยา...........................................โลภาพาให้บ้าใจ
................ไม่จำคำพระเจ้า........................เหไปเข้าภาษาไสย
ถือดีมีข้าไท..............................................ฉ้อแต่ไพรใส่ชื่อคา

และสภาพก่อนกรุงสาวัติถีจะล่มจม ดังนี้

..............คดีที่มีคู่.........................คือไก่หมูเจ้าสุภา
ใครเอาข้าวปลามา......................ให้สุภาก็ว่าดี
.............ที่แพ้แก้ชนะ..................ไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดี..................................ไล่ด่าตีมีอาญา
.............ที่ซื่อถือพระเจ้า.............ว่างโง่เง่าเต่าปูปลา
ผู้เฒ่าเหล่าเมธา..........................ว่าใบ้บ้าสาระยำ

(4) แสดงความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสังคม เช่น เชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์
...............ไม่จำคำพระเจ้า......................เหไปเข้าภาษาไสย
ถือดีมีข้าไท............................................ฉ้อแต่ไพร่ใส่ชื่อคา
แสดงค่านิยมของครอบครัว
.............ส่วนสุมาลี.................วันทาสามี...............เทวีอยู่งาน
เฝ้าอยู่ดูแล.............เหมือนแต่ก่อนกาล.......ให้พระภูบาล...........สำราญวิญญาณ์

(5) ให้ข้อคิด คติธรรม นำไปใช้ในชีวิตดังนี้

-ข้าราชการที่ดีต้องไม่คดโกง
-คนไทยไม่ควรหลงระเริง เพลิดเพลินในกามจนเกินไป
-ผู้นำประเทศต้องควบคุมดูแลข้าราชการ อย่าให้รังแกประชาชน
-ถ้าข้าราชการไม่สุจริต คดโกง ประเทศชาติจะประสบความหายนะต่างๆ
-คนเราทุกคนต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทุกคนต้องไม่เบียดเบียนกัน

การดำเนินเรื่อง/ ถอดความหมายเนื้อเรื่อง

เริ่มด้วยแม่ กา (ไม่มีตัวสะกด) ล่อใจยั่วยุอยากให้เรียน เมืองหนึ่งชื่อเมืองสาวะถี มีกษัตริย์ชื่อพระไชยสุริยา
มีมเหสี ชื่อสุมาลี อยู่เมืองไม่มีภัย ข้าบริวาร นิสัยดี ทุกคนได้พึ่งพา ได้ข้าวปลาและข้าวสาลี
ต่อมาพวกคนใกล้ชิดก็หาสาวรุ่น (เยาวนารี) ที่หน้าตาสะสวย มาร้องรำทำเพลงตามที่พัก (เคหา)
เพลิดเพลินกับสิ่งบันเทิงและความใคร่เกิดความโลภ ไม่อยู่ในคำสอนนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกศาสนา
พวกทีมีข้าทาสบริวาร ก็ฉ้อโกงชาวบ้าน ทำโทษใส่ขื่อคา เมื่อมีคดี ตุลาการหรือผู้ตัดสินคดีเห็นแก่สินบน
ผู้ที่ให้สินบนก็จะเป็นผู้ชนะ

คนที่อยู่ในกรอบศาสนากลับคิดว่าเป็นพวกโง่ เมธา=นักปราชญ์ ก็ถูกหาว่าเป็นบ้า พระไม่อยู่ในศีลธรรม

บางคนก็หัวแข็งไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ แต่ที่ดีก็พอมีอยู่บ้าง
เมืองสาวะถีไม่มีความสงบสุข ใครดีใครได้ ใครจะเอาของใครก็หยิบเอาไป ขโมยไป

พวกข้าบริวารถือน้ำพระพิพัฒน์ แต่ก็ไม่จริงใจ ประชาชนโศกเศร้า
ใครมีโทษถูกทำร้ายขาดความปรานี จึงเกิดเหตุเภทภัยแก่เมืองนี้
โดยมีน้ำป่าท่วมเมืองไม่มีที่อยู่อาศัย พวกข้าบริวารหนีไปอยู่เมืองอื่น
ชีบา= ครูอาจารย์ ก็หนีไป

[b]กลอนสวด/ ออกสอบค่ะ[/b

ในสมัยโบราณมีประเพณีนำวรรณกรรมมาอ่านเป็นท่วงทำนอง
กลอนสวดเป็นการอ่านวรรณกรรมที่แต่งด้วยกาพย์ 3 ชนิด คือ กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางคนางค์ 28
เรื่องที่นิมนำมาแต่งเป็นกลอนสวดมักเกี่ยวกับชาดก ต่อมามีการนำเรื่องกาพย์พระไชยสุริยาไปใช้อ่านเป็นกลอนสวด
จนถึงปลายสมัย ร. 5 จึงเหลือแต่เรื่องกาพย์พระไชยสุริยาเพียงเรื่องเดียว ที่ใช้เป็นกลอนสวด โดยจะสวดพรรษาละ 3 ครั้ง


.............

สุภาษิตพระร่วง

ที่มา : ร่ายสุภาษิตพระร่วงฉบับนี้ เป็นฉบับจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ซึ่งเป็นสำนวน
ที่แพร่หลายที่สุด ผุ้รู้สันนิษฐานว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระร่ายสุภาษิต พระร่วง
โดยสังเกตจากความเคร่งครัดในการใช้ฉันทลักษณ์ของร่ายที่ส่วนมากวรรคละ 5 คำ

ลักษณะคำประพันธ์: แต่งด้วยร่ายสุภาพ

ถอดความคำประพันธ์

ทำตามกฎระเบียบ อย่าลืมอุปกรณ์การทำงาน
ให้มีมารยาท ให้ดูแลคนใกล้ชิด
ทำบุญเป็นนิจ อย่าขัดขวางผู้อื่น
อย่าใส่อารมณ์กับลูกน้อง ควรคำนึงถึงความผิดของตน
ทำสิ่งใดย่อมหวังผล ให้อยู่ในโอวาท ให้ระวังอันตราย ให้รู้จักป้องกันอันตราย
อย่าละเลยดูแลคนใกล้ชิด หลีกให้พ้นภัย อย่ารับของผิดกฎหมาย วางตัวให้เหมาะสม
ไปไหนอย่าประมาทให้มีเพื่อนร่วม อย่าโกรธเมื่อครูสอน รักศักดิ์ศรียิ่งกว่าทรัพย์
การขอของรัก อาจทำให้เขาเกรงใจและเกิดความร้าวฉานได้ อย่านำเรื่องในบ้านไปพูด
รู้จักการวางตัว มีสัมมาคารวะ อย่าโต้ตอบกับผุ้ต่ำกว่า
พูดให้ถูกเรื่องราวเหมาะสม อย่าเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ระวังไมตรี อย่าละเลยการดูแลครอบครัว
ไม่นำเรื่องไม่ดีมาสุ่ครอบครัว เสียสละเพื่อนายพอประมาณ อย่าเชื่อคำยกยอของคนโลภ
มีความหนักแน่น ให้สงสารผู้ยากไร้ ข้าทาสจะได้ชอบใจหายเหนื่อย อย่าชมลูกเมียตัวเอง
มีสัมมาคารวะ ดูหน้าดูหลังเผื่อมีการปองร้าย มีอาวุธข้างกายเสมอ
อย่าคบคนที่มีลับลมคมใน อย่าปัดความผิดให้ผู้อื่น อย่าจับผิดคนด้วยคำพูด
ประมาณตน รู้จักอันตราย อย่าแข็งเกินไปจะอันตราย
เลือดข้นกว่าน้ำ อย่าขัดขวางผลประโยชน์ของผู้อื่น อย่าทำสิ่งที่สวนทางธรรมชาติ

แบบทดสอบ/สุภาษิตพระร่วง ชุด 1

1. ข้อใดมีเนื้อหาคำสอนต่างจากพวก
ก อย่าใฝ่ตนให้เกิน ข. มีสินอย่าอวดมั่ง
ค. รักตนกว่ารักทรัพย์ ง. จงยิ่งยิ่งผู้มีศักดิ์

2. .ใครเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการชำระภาษาถ้อยคำในสุภาษิตพระร่วงฉบับที่นักเรียนอ่าน
ก. พ่อขุนรามคำแหง ข. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
ค. สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ง. ราชบัณฑิตยสถานของไทย

3. คำสอนใดบอกให้ปฏิบัติ
ก. อย่ามัวเมาเนืองนิตย์ ข. คบขุนนางอย่าโหด
ค. อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน ง. สร้างกุศลอย่ารู้โรย

4. ข้อใดน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่นำมาให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนี้
ก. คำสอนที่เป็นสากลนำไปใช้ได้ทุกสมัย ข. การแต่งโดยใช้คำประพันธ์เภทร่าย
ค. ความงดงามในการใช้ภาษา ง. เป็นของเก่าที่ควรอนุรักษ์

5. ข้อใดเป็นคำสอนไม่ให้กระทำต่อผู้อื่น
ก. พบศัตรูปากปราศัย ข. คนพาลอย่าพาลผิด
ค. คนโหดให้เอ็นดู ง. อย่าถากคนด้วยตา

6. คำสอนข้อใดหากประมาทจะได้รับอันตรายมากที่สุด
1. เผ่ากษัตริย์เพลิงงู 2. เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า
3. ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ 4. เข้าป่าอย่าเสียเกือก

7. ข้อใดมีทั้งคำสอนที่เป็นคำสอนแบบตรง ๆ และคำสอนโดยนัย
ก. คนพาลอย่าพาลผิด อย่าผูกมิตรไมตรี
ข. ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ สุวานขบอย่าขบตอบ
ค. เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่
ง. เป็นคนอย่าทำใหญ่ ข้าไพร่อย่าไฟฟุน

8. ข้อใดกล่าวถึงการแต่งร่ายสุภาพไม่ถูกต้อง
ก. ร่ายสุภาพจะแต่งอย่างน้อย 5 วรรคขึ้นไป แล้วต้องจบด้วยโคลงสองเสมอ
ข. ถ้าคำส่งเป็นคำเป็นคำรับต้องเป็นคำเป็น และถ้าคำส่งเป็นคำตาย คำรับก็ต้องเป็นคำตาย
ค. นอกจากบังคับสัมผัสตามที่กำหนดแล้ว ในแต่ละวรรคยังบังคับรูปวรรณยุกต์เอกโทอีกด้วย
ง. คำสุดท้ายของวรรคหน้าต้องสัมผัสกับคำที่ 1 , 2 หรือ 3 ของวรรคต่อ ๆ ไป ทุกวรรคและต้องจบด้วยโคลงสอง

9. .ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก.. อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจงพอแรง สอนในเรื่องการรับราชการ
ข. ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ สอนเรื่องของการทำงาน
ค. อย่ายลเหตุแต่ใกล้ สอนเรื่องความรอบคอบ
ง. อย่ายินคำคนโลภ สอนเรื่องการฟัง

10. คำสอนใดที่อาจขัดแย้งกับวิถีชีวิตของคนในยุคที่มีความเจริญด้านวัตถุหรือยุคที่มีแต่การแข่งขัน
ก. อย่าใฝ่ตนให้เกิน ข. หว่านพืชจักเอาผล ค. พบศัตรูปากปราศรัย ง. ของแพงอย่ามักกิน

เฉลยชุด 1 ; 1. ง 2. ค 3.ง 4. ก 5. ง 6. ก 7. ข 8.ค 9. ง 10.ก

สุภาษิตพระร่วง ชุด 2

1.สุภาษิตพระร่วงแต่งด้วยคำประพันธ์ชนิดใด
ก. ร่ายยาว ข. ร่ายสุภาพ ค. กลอนสุภาพ ง .กาพย์ยานี 11

2. เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน หมายความว่าอย่างไร
ก. เป็นข้อคิดแก่คนทั้งหลาย ข. เป็นข้อเตือนใจแก่คนทั้งหลาย
ค. เป็นข้อความที่สั่งสอนคนทั้งหลาย ง. เป็นข้อความที่คนทั้งหลายควรประพฤติปฏิบัติ

3. ข้อใดตรงกับสำนวน เห็นขี้ดีกว่าไส้
ก. อย่ารักเหากว่าผม ข. อย่ารักลมกว่าน้ำ
ค. อย่ารักถ้ำกว่าเรือน ง. อย่ารักห่างกว่าชิด

4.ที่สุ้มเสือจงประหยัด คำว่า ประหยัด มีความหมายตรงกับข้อใด
ก. ตระหนี่ ข. ยับยั้ง ค. ระมัดระวัง ง. ใช้จ่ายแต่พอแก่ฐานะ

5.ข้อใดสอนแตกต่างจากข้ออื่น
ก. จงนบนอบผู้ใหญ่ ข. นอบตนต่อผู้เฒ่า ค. อย่าขัดแข็งผู้ใหญ่ ง. ท่านนอบตนจงนอบแทน

6.ข้อใดไม่ได้สอนเรื่องการพูด
ก. อย่าริกล่าวคำคด ข. เจรจาตามคดี ค. คิดแล้วค่อยเจรจา ง. คบขุนนางอย่าโหด

7.อย่าเข้าแบกงาช้าง ทำไมจึงห้ามเช่นนั้น
ก.เพราะอาจจะถูกช้างแทงตาย ข. เพราะงาช้างหนักอาจจะถูกงาช้างทับตาย
ค.เพราะงาช้างเป็นของมีค่า ไม่คงรนำมาแบกเล่น ง.เพราะงาช้างไม่ใช่ของที่จะนำมาแบกเล่น

8.คนขำอย่าร่วมรัก คำว่า คนขำ คือคนอย่างไร
ก. คนน่ารัก ข. คนที่ทำตัวขบขัน ค.คนทีมีเล่ห์เหลี่ยมมาก ง. คนที่มีหน้าตาคม ชวนให้มอง

9. อย่าออกก้างขุนนาง มีความหมายว่าอย่างไร
ก. ไม่ควรขัดคอขุนนาง ข. ไม่ควรขัดใจขุนนาง
ค. ไม่คงรวางอำนาจกับขุนนง ง.ไม่ควรออกอารมณ์ฉุนเฉียวกับขุนนาง

10.ข้อใดสอนให้ประมาณตน
ก. รักตนกว่ารักทรัพย์ ข. เห็นงามตาอย่าปอง
ค.สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์ ง. อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์

เฉลยสุภาษิตพระร่วงชุด 2
1. ข 2. ค 3.ง 4.ค 5 .ง 6.ง 7. ก 8. ค 9. ค 10. ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
twinsdadbodin44
 
โพสต์: 167
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 10 มิ.ย. 2010 8:56 pm

Re: แนวข้อสอบภาษาไทยเพิ่มเติม

โพสต์โดย secretspy » อาทิตย์ 12 ก.ย. 2010 6:02 pm

นี่มันพื้นฐานไม่ใช่หรือครับ
ตัวข้าเป็นความลับสุดยอด
ภาพประจำตัวสมาชิก
secretspy
 
โพสต์: 139
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 07 ก.ค. 2010 7:32 pm

Re: แนวข้อสอบภาษาไทยเพิ่มเติม

โพสต์โดย twinsdadbodin44 » อาทิตย์ 12 ก.ย. 2010 6:28 pm

คำว่าเพิ่มเติม หมายถึง additional ครับ ไม่ใช่ชื่อวิชา
ภาพประจำตัวสมาชิก
twinsdadbodin44
 
โพสต์: 167
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 10 มิ.ย. 2010 8:56 pm


ย้อนกลับไปยัง ห้อง 6

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน