แนวสอบพุทธ อ่าน ....เผื่อมีข้อสอบปะปนบ้าง

เว็บบอร์ดสำหรับผู้ปกครองห้องม.3/15

แนวสอบพุทธ อ่าน ....เผื่อมีข้อสอบปะปนบ้าง

โพสต์โดย aum » พฤหัสฯ. 23 ธ.ค. 2010 9:29 pm

แบบทดสอบก่อนเรียน
เรื่อง
การบริหารจิตและ
การเจริญปัญญา
คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
แบบทดสอบก่อนเรียน

๑. สติ คืออะไร
ก. ความระลึกได้
ข. ความรู้สึกตัว
ค. ความตื่นเต้นเต็มที่
ง. ถูกทุกข้อ

๒.ฐานที่ตั้งหรือฐานที่เกิดของสติ มีกี่ฐาน
ก.4 ฐาน
ข.3 ฐาน
ค.2 ฐาน
ง.1 ฐาน

๓. สรรพสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งจะมีลักษณะที่เสมอเหมือนกันอยู่ 3 อย่าง คืออะไร
ก. โลภ โกรธ หลง
ข. ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ค. กาย ร่างกาย ลมหายใจเข้าออก
ง. เวทนา ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกสุข
๔. ปะฎิจทะนัตถัง แปลว่า
ก.นุ่งห่มจีวร
ข. เพื่อบำบัดความร้อน
ค. ความละอาย
ง.เพื่อบำบัดสัมผัส อันเกิดจากเหลือบ

๖.ผู้ผ่านการบริหารจิตและเจริญปัญญามาเป็นอย่างดี สามารถพมันาคุณภาพชีวิตให้ดีงามขึ้นในด้านใดบ้าง
ก.การเรียนรู้
ข.คุณภาพชีวิต
ค.สังคม
ง.ถูกทุกข้อ

๖. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการบริหารจิต
ก. เพิ่มพูนสติสัมปชัญญะ
ข. เพื่อความสิ้นจากกิเลส
ค. เพื่อเพิ่มความร่ำรวย
ง. เพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

๗. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะนิสัยของโทสจริต
ก. หงุดหงิด
ข. รักสวยรักงาม
ค.ใจร้อน
ง.โกรธง่าย

๘.ข้อใดคือลักษณะอุปนิสัยของราคจริต
ก. เชื่อง่าย
ข. เจ้าเหตุผล
ค. จับจด
ง. รักสวยรักงาม

๙.จิตตานุปัสสนา คือ
ก. การตามรู้ทันจิต
ข. การตามรู้ทันธรรม
ค. การตามรู้ทันกาย
ง. การตามรู้ทันเวทนา

๑๐.ข้อใดไม่ใช่หลักธรรมในธัมมานุปัสสนา
ก. ขันธ์
ข. อานาปานสติ
ค. อายตนะ
ง. อริยสัจ เพิ่มเติมคำสั่ง จงเลือกคำตอบ ก ข ค หรือ ง ที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นลงในกระดาษคำตอบที่แจกให้
๑. คนเราจะมีสุขภาพจิตที่ดีได้ ต้องรู้จักทำอะไร ?
ก. การออกกำลังกาย
ข. การบริหารจิต
ค. การพัฒนาและบำรุงสมอง
ง. การทำปัญญาให้เกิดขึ้น
๒. การบริหารจิตส่วนใหญ่จะนิยมใช้วิธีไหน ?
ก. กำหนดอิริยาบถ
ข. โยนิโสมนสิการ
ค. ปฏิกูลมนสิการ
ง. อานาปานสติ
๓. บุคคลที่ลงมือบริหารจิตย่อมจะได้รับผลแห่งการปฏิบัติทันที
คือ จิตใจสงบสบายขึ้น เพราะอะไร ?
ก. เพราะมีปัญญาเกิดขึ้น
ข. เพราะกายและใจได้พัก
ค. เพราะได้ยินได้ฟังมาก
ง. เพราะเป็นคนที่มุ่งมั่นเพียรพยามมาก
๔. การบริหารจิต หมายถึงอะไร ?
ก. การฝึกจิตให้เกิดปัญญา
ข. การฝึกจิตให้มีสมาธิ
ค. การอบรมจิตโดยการนับลมหายใจ
ง. การพัฒนาจิตให้ได้รับความสามารถพิเศษ
๕. การบริหารจิต เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร ?
ก. สมาธิภาวนา
ข. สุตตมยปัญญา
ค. จินตามยปัญญา
ง. ภาวนามยปัญญา
๖. จิตที่เป็นสมาธิจะมีลักษณะอย่างไร ?
ก. ตั้งมั่น
ข. ไม่ซัดซ่ายหรือฟุ้งซ่าน
ค. ชัดใสไม่พร่ามัว
ง. ถูกทุกข้อ
๗. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการบริหารจิตในชีวิตประจำวัน ?
ก. อารมณ์แจ่มใส
ข. ไม่วิตกกังวล
ค. ชะลอความแก่
ง. ไม่ฝันร้าย
๘. ข้อใดคือประโยชน์ของการบริหารจิตในชีวิตประจำวัน ?
ก. จิตใจสงบสบาย
ข. ดูมีสง่าราศี
ค. ยิ้มแย้มแจ่มใส
ง. มีความหนักแน่นมั่นคง
๙. ข้อใดเป็นความหมายของสติปัฏฐาน ?
ก. การรู้เท่าทันสิ่งต่าง ๆ
ข. การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ
ค. การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้รู้ตามที่เป็นจริง
ง. การตั้งสติกำหนดรู้เท่าทันอิริยาบถยืน เดิน นั่ง และนอน
๑๐. สติปัฏฐาน จัดเป็นอะไร ?
ก. สมถกรรมฐาน
ข. วิปัสสนากรรมฐาน
ค. โยนิโสมนสิการ
ง. อานาปานสติ
๑๑. สติปัฏฐาน มี ๔ ประการ เรียงลำดับก่อนหลังอย่างไร ?
ก. เวทนา กาย ธรรม จิต
ข. ธรรม เวทนา จิต กาย
ค. จิต ธรรม กาย เวทนา
ง. กาย เวทนา จิต ธรรม
๑๒. ข้อใดไม่จัดอยู่ในกายานุปัสสนา ?
ก. อานาปานสติ
ข. โยนิโสมนสิการ
ค. ธาตุววัฏฐาน
ง. นวสีวถิกา
๑๓. การใช้สติกำหนดลมหายใจเข้าออก เรียกว่าอะไร ?
ก. อานาปานสติ
ข. โยนิโสมนสิการ
ค. ธาตุววัฏฐาน
จ. นวสีวถิกา
๑๔. ข้อใดไม่ใช่อิริยาบถที่ควรกำหนดรู้ ?
ก. นั่ง ข.กิน
ค. เดิน ง. ยืน
๑๕. การสร้างความรู้ตัวทั่วพร้อมในความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เรียก
ว่าอะไร ?
ก. สติ
ข. สัมปชัญญะ
ค. โยนิโสมนสิการ
ง. ภาวนามยปัญญา
๑๖. การมองเห็นซากศพในสภาพต่าง ๆ ๙ ระยะ เรียกว่าอะไร ?
ก. ปฏิกูลมนสิการ
ข. ธาตุววัตถาน
ค. นวสีวถิกา
ง. โยนิโสมนสิการ
๑๗. พิจารณาเมื่อเกิดความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉย ๆ เรียกว่า
อะไร ?
ก. กายานุปัสสนา
ข. เวทนานุปัสสนา
ค. จิตตานุปัสสนา
ง. ธัมมานุปัสสนา
๑๘. เมื่อมีราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ควรปฏิบัติอะไร ?
ก. กายานุปัสสนา
ข. เวทนานุปัสสนา
ค. จิตตานุปัสสนา
ง. ธัมมานุปัสสนา
๑๙. รู้ชัดว่ามีความอิจฉาริษยา มีความโกรธ ความพยาบาท
เป็นต้น เกิดขึ้นในจิตใจ เป็นการพิจารณาธรรมข้อไหน ?
ก. นิวรณ์ ข. ขันธ์
ค. อายตนะ ง. โพชฌงค์
๒๐. รู้ชัดในขณะนั้นว่า องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้เกิดขึ้นหรือไม่
เกิดขึ้นอย่างไร เป็นต้น เป็นการพิจารณาธรรมข้อไหน ?
ก. นิวรณ์
ข. ขันธ์
ค. อายตนะ
ง. โพชฌงค์
๒๑. ข้อใดเป็นวิธีการนั่งกำหนดที่ถูกต้อง ?
ก. เท้าซ้ายทับเท้าขวา มือขวาทับมือซ้าย หัวแม่มือจรดกัน
ข. เท้าซ้ายทับเท้าขวา มือซ้ายทับมือขวา หัวแม่มือจรดกัน
ค. เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หัวแม่มือจรดกัน
ง. เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือซ้ายทับมือขวา หัวแม่มือจรดกัน
๒๒. ข้อใดเป็นการกำหนดลมหายใจที่ถูกต้อง ?
ก. หายใจเข้า ท้องพอง เข้าใจออก ท้องยุบ
ข. หายใจเข้า ท้องยุบ หายใจออก ท้องพอง
ค. หายใจเข้า ภาวนาว่า ยุบหนอ
ง. หายใจออก ภาวนาว่า พองหนอ
๒๓. การเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งสมาธิเป็นเดินจงกรมบ้าง ทำ
ให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้ปฏิบัติ ?
ก. ฉันทะ ข. วิริยะ
ค. จิตตะ ง. วิมังสา
๒๔. การเดินจงกรม ท่านกำหนดให้เดินกี่ระยะ ?
ก. ๔ ระยะ ข. ๕ ระยะ
ค. ๖ ระยะ ง. ๗ ระยะ
๒๕. ยกเท้าไปข้างหน้า เรียกว่าอะไร ?
ก. ยกส้นหนอ ข. ยกหนอ
ค. ย่างหนอ ง. ลงหนอ
๒๖. ข้อใดไม่ใช่เป็นการฝึกจิตสติปัฏฐานเกื้อกูลแก่การเรียนรู้เพื่อ
คุณภาพชีวิตและสังคม ? ?
ก. ช่วยส่งเสริมความจำ
ข. ช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดี
ค. หลับสนิท ไม่ฝันร้าย
ง. ทำให้มีอารมณ์มั่นคง หนักแน่น
๒๗. พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักคิดเป็น เรียกว่าอะไร ?
ก. นวสีวถิกา ข. อานาปานสติ
ค. ปฏิกูลมนสิการ ง. โยนิโสมนสิการ
๒๘. คนที่คิดเป็นย่อมจะเกิดปัญญา สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง
ยกเว้นข้อใด ?
ก. รู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง
ข. รู้จักแก้ปัญหาชีวิตในทางที่ถูกต้อง
ค. สามารถย้ำคิดย้ำทำได้
ง. อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้
๒๙. การคิดสาวเหตุปัจจัย คืออะไร ?
ก. คิดแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ข. สืบค้นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากเหตุอะไร
ค. รู้เท่าและรู้ทันความเป็นไปของธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย
ง. แยกย่อยดูเป็นส่วน ๆ เพื่อหาความสอดคล้องสัมพันธ์
อันเป็นองค์รวม
๓๐. คิดแบบอริยสัจ คิดแบบไหน ?
ก. คิดแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ข. สืบค้นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากเหตุอะไร
ค. รู้เท่าและรู้ทันความเป็นไปของธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย
ง. แยกย่อยดูเป็นส่วน ๆ เพื่อหาความสอดคล้องสัมพันธ์
อันเป็นองค์รวม
๓๑. คิดแบบอรรถสัมพันธ์ คิดแบบไหน ?
ก. คิดแบบเชื่อมโยงหลักการและความมุ่งหมาย
ข. รู้จักแยกแยะว่าคุณอยู่ตรงไหนโทษอยู่ตรงไหน และ
ทางเลือกที่ดีกว่าเป็นอย่างไร
ค. รู้จักดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ
ง. คิดในแง่ดีว่า ของบางอย่างมีทั้งแง่ดีแง่เสีย ให้ถือเอา
ประโยชน์ให้ได้
๓๒. คิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียม คิดแบบไหน ?
ก. คิดแบบเชื่อมโยงหลักการและความมุ่งหมาย
ข. รู้จักแยกแยะว่าคุณอยู่ตรงไหนโทษอยู่ตรงไหน และ
ทางเลือกที่ดีกว่าเป็นอย่างไร
ค. รู้จักดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ
ง. คิดในแง่ดีว่า ของบางอย่างมีทั้งแง่ดีแง่เสีย ให้ถือเอา
ประโยชน์ให้ได้
๓๓. คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คิดแบบไหน ?
ก. คิดแบบเชื่อมโยงหลักการและความมุ่งหมาย
ข. รู้จักแยกแยะว่าคุณอยู่ตรงไหนโทษอยู่ตรงไหน และ
ทางเลือกที่ดีกว่าเป็นอย่างไร
ค. รู้จักดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ
ง. คิดในแง่ดีว่า ของบางอย่างมีทั้งแง่ดีแง่เสีย ให้ถือเอา
ประโยชน์ให้ได้
๓๔. คิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน คิดแบบไหน?
ก. คิดแบบมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวพร้อมเสมอ
ข. รู้เท่าและรู้ทันความเป็นไปของธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย
ค. ทำให้มองอะไรชัดเจน ตัดสินอะไรถูกต้อง เที่ยงธรรม
ง. แยกย่อยดูเป็นส่วน ๆ เพื่อหาความสอดคล้องสัมพันธ์
อันเป็นองค์รวม
๓๕. คิดแบบแยกแยะประเด็น เกิดผลอย่างไร ?
ก. ทำให้คิดแบบมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวพร้อมเสมอ
ข. ทำให้รู้เท่าและรู้ทันความเป็นไปของธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย
ค. ทำให้มองอะไรชัดเจน ตัดสินอะไรถูกต้อง เที่ยงธรรม
ง. ต้องแยกย่อยดูเป็นส่วน ๆ เพื่อหาความสอดคล้องสัมพันธ์
อันเป็นองค์รวม
๓๖. การคิดแต่ในทางที่ดีเป็นกุศล มีทัศนคติที่ดีต่อบุคคลอื่น ถือ
ว่าเป็นการคิดแบบใด ?
ก. แบบอริยสัจ
ข. แบบปลุกเร้าคุณธรรม
ค. แบบคุณ โทษ และทางออก
ง. แบบคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม
๓๗. การคิดในข้อใดเป็นการคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม ?
ก. สุชาดาคิดหาคำตอบของข้อสอบวิชาพระพุทธศาสนา
ข. วีระพงษ์เห็นว่าตนมีฐานะยากจน จึงพยายามตั้งใจเรียน จบแล้วจะได้มีงานทำดี ๆ
ค. ธิดานาถจะเปรียบเทียบรูปเล่ม ราคา และคุณภาพ เนื้อหา
ของหนังสือก่อนจะซื้อมาอ่าน
ง. วิเชียรสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนสูงสุดในห้อง
ทั้งนี้เพราะเขาวางแผนการเรียนอย่างมีระบบ
๓๘. บงกชรู้ตัวเองดีว่า เป็นคนที่ชอบบริการช่วยเหลือผู้อื่น จึง
สมัครสอบเข้าศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ เมื่อสอบได้ก็ตั้งใจ
ศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษา เป็นพยาบาลสาวตามที่ต้องการ
ความสำเร็จครั้งนี้ของบงกชเกิดขึ้นเพราะเธอมีวิธีคิดแบบใด ?
ก. แบบแก้ปัญหา
ข. แบบปลุกเร้าคุณธรรม
ค. แบบอรรถธรรมสัมพันธ์
ง. แบบแยกแยะองค์ประกอบ
๓๙. วรวีร์ชวนมนภัทร์ไปรับประทานอาหารอิตาเลียน แต่มนภัทร์
ไม่ไป เพราะเห็นว่า อาหารอิตาเลียนมีราคาแพงสู้อาหารตามสั่ง
ที่ร้านข้างบ้านไม่ได้ราคาถูกและอร่อย จากกรณีตัวอย่างนี้
นักเรียนคิดว่ามนภัทร์ใช้วิธีคิดแบบใด ?
ก. แบบอรรถธรรมสัมพันธ์
ข. แบบแยกแยะส่วนประกอบ
ค. แบบคุณค่าแท้–คุณค่าเทียม
ง. แบบเห็นคุณ–โทษและทางออก
๔๐. วิธีคิดแบบอริยสัจ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร ?
ก. วิธีคิดแบบวิเคราะห์
ข. วิธีคิดแบบแก้ปัญหา
ค. วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา
ง. วิธีคิดแบบบรรเทาตัณหา
๔๑. วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เป็นวิธีคิดแบบใด ?
ก. คิดวิเคราะห์
ข. คิดแก้ปัญหา
ค. คิดสร้างสรรค์พัฒนา
ง. คิดตามหลักการและจุดมุ่งหมาย
๔๒. สถานการณ์ใดต่อไปนี้ ควรใช้วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะ
ปัจจุบัน ?
ก. เลือกซื้อเสื้อผ้า
ข. กำลังทำข้อสอบ
ค. ขณะเล่นอินเทอร์เน็ต
ง. มองหาร้านเพื่อรับประทานอาหาร
๔๓. ทองกวาวสอบเอนทรานซ์ไม่ได้ แต่เธอก็ไม่เสียใจ เพราะเธอ
คิดอยู่เสมอว่า ผลการสอบมี ๒ อย่าง คือ สอบได้กับสอบ
ไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง สอบใหม่อีกครั้ง การ
ทำใจได้ของทองกวาวจัดเป็นการคิดแบบใด?
ก. แบบรู้เท่าทัน
ข. แบบแก้ปัญหา
ค. แบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน
ง. แบบคิดตามหลักการและจุดมุ่งหมาย
๔๔. พิศมัยพยายามคิดหาสาเหตุที่ทำให้ตนเองสอบปลัดอำเภอไม่ติด
ทั้ง ๆ ที่พยายามอ่านหนังสือเต็มที่แล้ว เป็นวิธีคิดแบบใด ?
ก. แบบอริยสัจ
ข. แบบสืบสาวหาเหตุปัจจัย
ค. แบบอรรถธรรมสัมพันธ์
ง. แบบแยกแยะส่วนประกอบ
๔๕. พรเพ็ญอยากเป็นครูจึงพยายามอ่านหนังสือจนสอบครูได้ตามที่
ตั้งใจไว้ การกระทำของพรเพ็ญสำเร็จผล เพราะใช้วิธีคิด
แบบใด ?
ก. แบบแยกแยะส่วนประกอบ
ข. แบบอรรถธรรมสัมพันธ์
ค. แบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน
ง. แบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม
๔๖. ข้อใดเป็นโยนิโสมนสิการแบบรู้เท่าทันธรรมดา ?
ก. มองและคิดแยกแยะประเด็นและความสำคัญ
ข. สืบค้นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร
ค. ทุกอย่างเกิดขึ้นแปรเปลี่ยน และดับสลายในที่สุด
ง. คิดอยู่ในปัจจุบัน คิดถึงอดีตเพื่อเป็นบทเรียน และคิดถึง
อนาคตเพื่อวางแผน
๔๗. วิธีคิดแบบสามัญลักษณะคือการคิดแบบใด ?
ก. มัชฌิมาปฏิปทา ข. ไตรลักษณ์
ค. อานาปานสติ ง. ปฏิจจสมุปปบาท
๔๘. คำพังเพยที่ว่า “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” เป็นการแสดงให้เห็น
แนวคิดแบบไหน ?
ก. คุณค่าแท้ ข. คุณค่าเทียม
ค. แบบคุณ-โทษ ง. แบบทางออก
๔๙. คำกล่าวที่ว่า “มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มาก
จะยากนาน” เป็นการสนับสนุนแนวคิดแบบใด ?
ก. คุณค่าแท้ ข. คุณค่าเทียม
ค. แบบคุณ-โทษ ง. แบบทางออก
๕๐. การคิดแบบโยนิโสมนสิการ (คิดแบบแยบคาย) ช่วยให้นักเรียน
เป็นคนฉลาด รอบรู้ ยกเว้นข้อใด?
ก. สามารถคิดอย่างรอบคอบ
ข. สามารถคิดอย่างมีเหตุผล
ค. สามารถย้ำคิดย้ำทำได้
'ง.สามารถแก้ปัญหาได้
aum
 
โพสต์: 67
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 30 ก.ค. 2010 9:48 am

Re: แนวสอบพุทธ อ่าน ....เผื่อมีข้อสอบปะปนบ้าง

โพสต์โดย Narong Arunpan » ศุกร์ 24 ธ.ค. 2010 4:42 am

ขอบคุณมากครับ คุณ aum ขออนุญาต Copy ไปให้เด็กๆ ลองทำกัน นะครับ
Narong Arunpan
 
โพสต์: 409
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 26 พ.ค. 2010 1:56 pm

Re: แนวสอบพุทธ อ่าน ....เผื่อมีข้อสอบปะปนบ้าง

โพสต์โดย Especially » ศุกร์ 24 ธ.ค. 2010 4:11 pm

ขอบคุณเป็นอย่างสูงค่ะสำหรับแนว แต่รบกวนขอเฉลยด้วยได้ไหมคะ
Especially
 
โพสต์: 9
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 07 มิ.ย. 2010 10:02 pm

Re: แนวสอบพุทธ อ่าน ....เผื่อมีข้อสอบปะปนบ้าง

โพสต์โดย aum » เสาร์ 25 ธ.ค. 2010 6:55 pm

เฉลย 1.ก2.ก3.ก4.ก5.ง6.ค 7.ง8.ง9ก10.ค11.ข12.ง 13.ก 14.ก 15.ง 16.ง 17.ค 18.ก 19. ค 20.ง 21. ง 22.ข 23.ก 24. ข25.ก 26.ค 27 ข 28.ค 29.ก 30. ง 31.ค 32.ก 33.ค 34. ค 35. ค 36.ค 37ค 38.ค 39. ข 40. ข 41.ก 42.ค 43.ข 44. ก 45.ง 46.ข 47.ข
48.ค 49.ค 50.ข 51.ค 52.ข 53.ก 54.ก 55.ข 56.ค 57 .ข 58.ข 59.ก 60.ค
aum
 
โพสต์: 67
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 30 ก.ค. 2010 9:48 am

Re: แนวสอบพุทธ อ่าน ....เผื่อมีข้อสอบปะปนบ้าง

โพสต์โดย Especially » อังคาร 28 ธ.ค. 2010 11:38 pm

ขอบพระคุณ (ย้อนหลัง) ค่ะ
ได้ประโยชน์มาก ๆ เลยค่ะ
:)
Especially
 
โพสต์: 9
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 07 มิ.ย. 2010 10:02 pm


ย้อนกลับไปยัง ห้อง 15

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron