มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

เว็บบอร์ดสำหรับผู้ปกครองห้องม.3/14

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » จันทร์ 11 เม.ย. 2011 7:16 pm

1บทที่ 7 กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

[bผู้แต่ง พระยาอุปกิตศิลปะสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)][/b]

[bลักษณะคำประพันธ์ กลอนดอกสร้อย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลอนสุภาพ
เพียงแต่ขึ้นต้นด้วยเอ๋ย ลงท้ายด้วยเอย ๑ บทมี ๘ วรรค][/b]


[color=#4000FF]คุณค่า เนื้อหาแสดงสัจธรรมของชีวิตด้วยถ้อยคำภาษาที่สละสลวย

มุ่งแสดงความจริงเกี่ยวกับชีวิต โดยเสนอแนวคิดหลักว่า มนุษย์ทุกผู้ทำนามไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือสามัญชนไม่มีผู้ใดหลีกหนีความตายไปได้
[/b][/color]
..................................................................................................................................
ที่มาของเรื่อง

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามาจากบทกวีนิพนธ์เรื่องElegy Writen in a Country Churchyardของโธมัส เกรย์(Thormas Gray)

กวีอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่18

*Elegy หมายถึงโคลงที่กล่าวไว้อาลัย หรือคร่ำครวญถึงผู้ที่จากไป
โดยพระยาอุปกิตศิลปะสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ประพันธ์จากต้นฉบับแปลของเสฐียรโกเศศ เป็นกลอนดอกสร้อยจำนวน 33บท
.........................................................................................................................
สรุปเนื้อหา

เสียงระฆังดังหง่างเหง่ง ทำให้ท้องทุ่งมืดมิดและทิ้งให้ข้าพเจ้าอยู่เพียงผู้เดียว

ในเวลานี้ทั่วแผ่นดินมืดมิด ป่าใหญ่แห่งนี้เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม

และก็ได้ยินเสียงจากคอกวัวควายดังแว่วมาแต่ไกล เสียงนกแสกร้องขึ้นมาทำให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ


ที่ใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าซึ่งเป็นที่ฝังศพของคนในเขตนั้น ศพที่นอนนิ่งอยู่ในหลุมลึกดูแล้วรู้สึกสลดใจ

และตัวข้าพเจ้าเองก็ใกล้จะได้นอนอยู่ในหลุมนั้นเช่นกัน ยามหนาวเคยนั่งผิงไฟอยู่พร้อมหน้า

แต่ต้องมาทิ้งเพื่อนทิ้งแม่เรือนที่คอยหุงหาอาหารให้รับประทานเช้าเย็น

ทิ้งลูกน้อยที่เมื่อเห็นหน้าพ่อกลับมาก็ดีใจกอดคอฉอเลาะด้วยเสียงที่น่าฟัง

ความทะเยอทะยาน ขออย่าบันดาลใจให้ดูถูกชาวนาและครอบครัวอันชื่นบานของเขา


คนมีชาติตระกูลสูง คนมีอำนาจ คนมีหน้าตางดงาม คนมีฐานะร่ำรวย ทุกคนต่างก็รอความตายเช่นเดียวกัน

บางศพที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่องแสดงเกียรติยศอย่างดีที่ระลึกที่สร้างขึ้น


ถึงแม้จะงามเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมาได้ เสียงชื่นชมเชิดชูในคุณงามความดีของผู้ตายก็ไม่สามารถรับรู้ได้

ทุกอย่างล้วนเป็นคุณแก่ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายของคนตายจมอยู่ใต้พื้นดินมากมาย ขออย่าได้ดูถูกถิ่นที่นี้ว่าไม่ดี


เพราะอาจจะเป็นสถานที่มีชื่อเสียงมาก่อน อาจเป็นเจดีย์ หรือที่ฝังศพของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

อันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการในสมัยโบราณก็ได้ ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ


เช่น ชาวบ้านบางระจันที่สู้รบกับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยาซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่

พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำในสิ่งที่ตนมุ่งหมายไว้และปิดบังความจริงบางอย่างไว้ไม่เปิดเผย


ดังนั้นควรถือสันโดษไม่ฟุ้งซ่านทะเยอทะยาน ศพบางศพมีคำจารึกที่จูงใจให้เลื่อมใสและสักการะ

ต่างจากชาวนาหรือคนธรรมดาซึ่งจารึกเพียงชื่อวันเดือนปีที่ตายไป เพื่อจะได้มีชื่อเรียกในการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายที่ชื่อนั้นชื่อนี้

แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ยังคิดถึงชีวิตของตนเอง ใครจะยอมละทิ้งความสุขความสบายไปโดยไม่อาลัยไยดี


ขอให้ดวงจิตจงลืมกิจการงานทั้งหลาย ที่เคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดาย เคยวิตกและเคยปกครอง

ละทิ้งถิ่นที่เคยให้ความสุขซึ่งเคยคิดเป็นเจ้าของ ขอให้หมดวิตก หมดเสียดาย หมดความปรารถนา โดยไม่หันหลังเหลียวมองมันอีก


.....................................................................................
คำศัพท์

เกราห์ ............. เครื่องสัญญาณทำด้วยไม้ ใช้ตีหรือสั่นให้ดัง
ขันธ์ ............. ร่างกาย
ซื้อ .............. เย็น ร่ม ชื้น
ซ่อง ............. ที่อยู่
เเถก .............. เสือกไป ตรงไป ในความว่า เเถกขวัญ หมายความว่า ทำให้ตกใจ,ทำให้เสียขวัญ
ปวัตน์ ............. ความเป็นไป
ผาย หรือ ผ้าย .............. เคลื่อนจากที่
ม่าน ................ ชนชาติพม่า
รำบาญ .............. รบ
ลาญ ................ เเตกหักทำลาย
สัตตรัตน์ ............. เเก้ว ๗ ประการ
หางยาม ............. หางไถตอนที่มือถือ
อธึก ................ ยิ่ง เกิน มาก
............................
แนบไฟล์
t6.jpg
1
t8.jpg
2
แก้ไขล่าสุดโดย นุชวรรณ เมื่อ อาทิตย์ 17 เม.ย. 2011 9:57 pm, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย Pattaya Kawinam » จันทร์ 11 เม.ย. 2011 7:29 pm

ขอบคุณแทนเด็กๆ
และผู้ปกครองทุกๆท่านมากๆคะ
สุขสันต์วันสงกรานต์ มีความสุข สุขภาพแข็งแรง
กันทุกๆคนนะคะ จาก แม่น้องไอซ์
จากแม่น้องไอซ์
Pattaya Kawinam
 
โพสต์: 126
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 13 ธ.ค. 2010 3:36 pm

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » จันทร์ 18 เม.ย. 2011 8:26 pm

เห็นบอร์ดไม่ไหวติง เรามาเรียนพระพุทธศาสนากันสักนิด

จิตใจจะได้สงบ มีสมาธิพร้อมรับเปิดเทอมดีมั้ยคะ


(สงสัยเด็กๆจะตอบว่า ไม่ดี แต่คนโพสต์อยากโพสต์)


ขอบอกนิดนึง เนื้อหาพระพุทธ ม.2 ค่อนข้างเหมือนเนื้อหาในการสอบธรรมศึกษา

ใครทำสอบธรรมศึกษาได้ น่าจะผ่านพระพุทธ ม.2 สบายแต่ต้องอ่านหนังสือทบทวนด้วยนะจ๊ะ

ขอโพสต์เนื้อหาแบบเป็นคำถาม เพราะถ้าโพสต์เป็นเนื้อหาล้วนๆ คงหลับกันหมดก่อนอ่านจบ



พระพุทธศาสนา ม.2


ทั้งเล่มมี 6 หน่วยการเรียนรู้ เอาไปแค่ 2 หน่วยก็คงสลบกันหมดแล้ว

หน่วยการเรียนรู้ที่1 ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 พุทธประวัติ พระสาวก ศาสนิกชนตัวอย่าง และ ชาดก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พระไตรปิฎกและพุทธศาสนาสุภาษิต
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และ ศาสนพิธี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การบริหารจิตและการเจริญปัญญา
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 การปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

.........................................................................................................

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 มี 2 หัวข้อค่ะ

1-การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้าน
2-วิเคราะห์ความสำคัญของพระพุทธศาสนา

......................................................................................
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน

เริ่มภายหลังการสังคายนาครั้งที่ 3 โดยส่งสมณทูตไป 9 สาย ลักษณะการเผยแผ่แบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือ

กลุ่มประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม และ

กลุ่มประเทศที่ประชากรบางส่วนนับถือพระพุทธศาสนา ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
.....................................................................................
กล่าวคือ หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้วได้มีการชำระ ตรวจสอบ รวบรวม และเรียบเรียงพระธรรมวินัย

ให้เป็นระเบียบ หมวดหมู่ 3 ครั้ง และเมื่อเสร็จสิ้นครั้งที่ 3 แล้ว พระเจ้าอโศกมหาราช

ได้ส่งสมณทูตออกประกาศพระศาสนาในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก รวม9 สาย โดยเฉพาะดินแดนที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย

ซึ่งได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

................................................................................................................
ความสำคัญของพระพุทธศาสนา ;

-ความสำคัญต่อสังคม ไทยในฐานะเป็นรากฐานของวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์และมรดกของชาติ

- ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมในการพัฒนาชุมชนและการจัดระเบียบสังคม
.........................................................................................................
แนบไฟล์
bb221.jpg
พม่า
bb222.jpg
แก้ไขล่าสุดโดย นุชวรรณ เมื่อ อังคาร 19 เม.ย. 2011 4:06 pm, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » จันทร์ 18 เม.ย. 2011 8:36 pm

มพุพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศพม่า

1. พระพุทธศาสนาในอินเดียเจริญสูงสุดในสมัยกษัตริย์พระองค์ใด ............พระเจ้าอโศกมหาราช

2. พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยวิธีการใด .................
จัดให้มีการสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้น และส่งพระสงฆ์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนต่าง ๆ รวม 9 สาย

3. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นมีวิธีการอย่างไร ..............
ส่งพระสงฆ์ออกไปเผยแผ่ตามดินแดนต่าง ๆ

4. ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นดินแดนที่ประกอบด้วยประเทศใดบ้าง ...........พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามในปัจจุบัน

5. พระเถระที่เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิคือใคร ............พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ

6ประเทศพม่าในสมัยโบราณมีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เป็นของชนชาติพม่าคืออาณาจักรใด
และกษัตริย์พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรนี้มีพระนามว่าอะไร
.......................

อาณาจักรพุกาม ...........กษัตริย์พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรนี้มีพระนามว่า........... พระเจ้าอนุรุทธ หรืออโนรธามังช่อ

7. การที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในประเทศต่าง ๆ จนเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือใคร ..............
พระมหากษัตริย์ของประเทศต่าง ๆ

8. กษัตริย์พม่าพระองค์ใดที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาวพม่าทั่วทั้งประเทศ
............พระเจ้าอนุรุทธ


9. รัฐบาลพม่าแก้ไขปัญหาความแตกแยกของคณะสงฆ์ในประเทศโดยวิธีการใด
............. ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 6

10บทบาทของพระสงฆ์ในประเทศพม่าที่ทำให้รัฐบาลพม่าเกิดปัญหาในการปกครองดูแลคืออะไร
.................

พระภิกษุมีบทบาททางการเมือง และขัดขวางนโยบายรัฐบาล

.......................................................................................................

พระเจ้าอนุรุทธ หรืออโนรธามังช่อ ----- ทรงมีพระราชสาส์นไปขอพระไตรปิฎกจากกษัตริย์เมืองสะเทิม จึงเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามกัน

พระเจ้าบุเรงนอง ------------ ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาทรงให้ประชาชนปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ

พระเจ้ามินดง ---------- ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 5 ระหว่าง พ.ศ. 2411–2414

นายพลเนวิน ----------- ประกาศห้ามพระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
........................................................................
แนบไฟล์
bb2224.jpg
...
bb2225.jpg
กัมพูชา
แก้ไขล่าสุดโดย นุชวรรณ เมื่อ อังคาร 19 เม.ย. 2011 6:55 pm, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » จันทร์ 18 เม.ย. 2011 8:43 pm

พระพุทธศาสนาในประเทศลาวและประเทศกัมพูชา

1. พระพุทธศาสนาในประเทศลาวมีความมั่นคงและได้รับการยอมรับในสมัยของกษัตริย์พระองค์ใด ..............พระเจ้าฟ้างุ้ม

2. พระพุทธรูปองค์ใดที่ไทยอัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ และปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดใด
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร

3. ผู้ก่อตั้งและทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งอาณาจักรล้านช้างคือใคร...........พระเจ้าฟ้างุ้ม

4. รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ของประเทศลาวได้รับแบบอย่างมาจากประเทศใด ........ไทย

5. ประเทศลาวตกเป็นประเทศราชของประเทศไทยในสมัยกษัตริย์ไทยพระองค์ใด .........สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี
6. อาณาจักรกัมพูชาได้รับอิทธิพลทางอารยธรรมจากประเทศใด ........อินเดีย

7. ศาสนาที่มีบทบาทและมีอิทธิพลในอาณาจักรกัมพูชาโบราณคือศาสนาใด ........ศาสนาพราหมณ์

8. กษัตริย์ไทยพระองค์ใดที่มีบทบาทสำคัญทำให้กัมพูชาหันมานับถือนิกายเถรวาทแทนที่ฝ่ายมหายาน .........พระบรมราชาธิราชที่ 1(ขุนหลวงพ่องั่ว)

9. พระพุทธศาสนาในกัมพูชาปัจจุบันมีกี่นิกาย นิกายอะไรบ้าง ............มี 2 นิกาย คือ มหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย

10. กษัตริย์กัมพูชาพระองค์ใดที่ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทรงโปรดให้สร้างปราสาทนครธมและปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางราชธานี ...............พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

11. เมื่อกัมพูชาตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้รับการกระทบกระเทือนมากนัก เนื่องจากอะไร.................
ฝรั่งเศสไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการนับถือศาสนาของชาวกัมพูชา

12. กิจกรรมต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาถูกยกเลิกและห้ามกระทำ พระภิกษุสามเณรถูกบังคับให้ลาสิกขาออกมาทำงานและเป็นทหาร ใครขัดขืนจะถูกฆ่า
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในกัมพูชาในยุคสมัยของใคร .................พอล พต และเขียว สัมพัน เป็นผู้นำ

..................................****************************************************************************************
[color=#BF00FF]1. เพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาในประเทศลาวจึงมีความมั่นคงกว่าพระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา................

เพราะประเทศลาวมีดินแดนที่ติดต่อกับประเทศไทย และมีเชื้อสายเดียวกันมาแต่โบราณ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง
และยังเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศไทยมาก่อน ลาวจึงได้รับแบบอย่างพระพุทธศาสนาจากประเทศไทย

***********************************************************************************************
พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ประเทศลาวโดยผ่านทางประเทศใดบ้าง เพราะเหตุใด

............. พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ประเทศลาวโดยผ่านทางประเทศต่อไปนี้

1) ผ่านทางประเทศจีน เพราะลาวมีอาณาเขตติดต่อกับจีนทางเหนือ และจีนก็นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน
2) ผ่านทางประเทศกัมพูชา เพราะลาวมีอาณาเขตติดต่อกับกัมพูชา และพระเจ้าฟ้างุ้มได้ติดต่อขอพระสงฆ์และ
พระไตรปิฎก เพื่อช่วยประดิษฐานพระพุทธศาสนาในประเทศลาว

3) ผ่านทางประเทศไทย เพราะลาวมีอาณาเขตติดต่อกับไทย เคยมีสัมพันธ์ฉันพี่น้องกัน และลาวเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาก่อน
********************************************************************************************************
. เพราะเหตุใดศาสนาพราหมณ์จึงเข้าไปมีอิทธิพลต่ออาณาจักรกัมพูชาแทนที่จะมีอิทธิพลต่ออาณาจักรไทยมากกว่า..................

การที่อาณาจักรกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ เนื่องจากพราหมณ์ชาวอินเดียชื่อ โกณฑัญญะ
อพยพผู้คนจากประเทศอินเดียมาทางเรือ และมาตั้งรกรากราชวงศ์โกณฑัญญะก่อตั้งอาณาจักรฟูนัน ซึ่งต่อมาอยู่ใน อำนาจกัมพูชา แต่อาณาจักรไทยครั้งนั้นยังกระจัดกระจายอยู่
*****************************************************************************************************

4. การที่ชาวอินเดียเดินทางมาสู่อาณาจักรกัมพูชามีผลต่อความคิดและความเชื่อของชาวกัมพูชาอย่างไร.................................

อิทธิพลของชาวอินเดียที่เข้ามาตั้งรกรากในกัมพูชา มีผลต่อระบอบการปกครองมาก คือ
ชาวอินเดียนำศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธมหายานเข้ามาด้วย โดยเฉพาะศาสนาฮินดูจะเน้นความสำคัญของอำนาจกษัตริย์ที่เป็น
ตัวแทนของพระเจ้าตามหลักเทวนิยม ที่ปกครองประชาชนโดยมีอำนาจเด็ดขาด
******************************************************************************************************




[/color]
แนบไฟล์
bb223.jpg
..
bb226.jpg
ลาว
แก้ไขล่าสุดโดย นุชวรรณ เมื่อ อังคาร 19 เม.ย. 2011 6:47 pm, แก้ไขแล้ว 6 ครั้ง.
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » จันทร์ 18 เม.ย. 2011 8:56 pm

พระพุทธศาสนาในประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย

1. เวียดนามรับพระพุทธศาสนามาจากชนชาติใด เพราะเหตุใด.......... จีน เพราะเวียดนามเคยเป็นเมืองขึ้นของจีนมาก่อน

2. พระพุทธศาสนาในเวียดนามที่มีคนนิยมนับถือมากคือนิกายใด ...........สุขาวดี

3. ปัจจุบันความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในประเทศเวียดนามเกิดจากสาเหตุใด .................
การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศโดยใช้ระบอบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์

4. พระพุทธศาสนาแบบมหายานได้รับความนิยมในประเทศเวียดนามมากเนื่องมาจากสาเหตุใด ................
เวียดนามได้รับอิทธิพล ของพระพุทธศาสนาจากจีน ซึ่งเป็นแบบมหายาน

5. พระพุทธศาสนาในเวียดนามเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ใด ..............
ราชวงศ์ดินห์ ราชวงศ์เล ราชวงศ์ไล และราชวงศ์ตรันห์

6. ปัจจุบันชาวเวียดนามนับถือศาสนาใดมากที่สุดและรองลงมา .....................
ชาวเวียดนามนับถือศาสนาพุทธมากที่สุด และรองลงมา คือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

7. ศาสนสถานในอินโดนีเซียที่แสดงถึงความเจริญของพระพุทธศาสนานิกายมหายานคืออะไร. ตั้งอยู่ในที่ใด.............
บุโรพุทโธ ตั้งอยู่ที่เกาะชวาตอนกลาง

[b]8. ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอินโดนีเซียนับถือศาสนาใด
.......... ศาสนาอิสลาม

9. บุคคลใดที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาของอินโดนีเซียในพุทธศตวรรษที่ 25[/b] .............พระพุทธรักขิตะ

10. กษัตริย์พระองค์ใดที่นับถือศาสนาอิสลาม ประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของอินโดนีเซีย
และห้ามไม่ให้เผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรของพระองค์ ...............ระเด่นปาตา

11. ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 13–15 พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับการปกครองของกษัตริย์ ราชวงศ์ใด ..........ไศเลนทร

12. ปัจจุบันพระพุทธศาสนานิกายใดได้ประดิษฐานอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซีย..............
นิกายเถรวาท

..................................................................................

1. ดินแดนที่เป็นประเทศเวียดนามในปัจจุบัน เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร ............จามปา

2. การนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเวียดนามได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม............. อินเดีย

3. พระพุทธศาสนาในประเทศเวียดนามเป็นแบบนิกาย ................มหายาน

4. ประธานาธิบดีของประเทศเวียดนามที่ออกประกาศห้ามชาวพุทธประดับธงธรรมจักรในวันวิสาขบูชา คือ .......... โง ดินห์ เดียม


5. ชาวจีนที่เคยนับถือลัทธิเต๋าแล้วเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา และนำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในเวียดนาม คือ ........ท่านเมียวโป


6. พระพุทธศาสนาเจริญในประเทศอินโดนีเซียและเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยอาณาจักรใด ............ศรีวิชัย


7. ศาสนสถานบุโรพุทโธตั้งอยู่ที่ภาคกลางของเกาะชวาในประเทศ ..............อินโดนีเซีย


8. ผู้ที่โปรดให้สร้างวิหารบุโรพุทโธ คือ................ กษัตริย์ของราชวงศ์ ไศเลนทร


9. บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญในประเทศอินโดนีเซียปลายพุทธศตวรรษที่ 25 คือ ..........พระพุทธรักขิตะ

10. ปัจจุบันพุทธสมาคมในประเทศอินโดนีเซียที่เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ที่..............กรุง จาการ์ตา

...............................................
แนบไฟล์
bb2227.jpg
...........
bb2228.jpg
เวียดนาม
bb21.jpg
อินโดนีเซีย
แก้ไขล่าสุดโดย นุชวรรณ เมื่อ อังคาร 19 เม.ย. 2011 7:00 pm, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » จันทร์ 18 เม.ย. 2011 9:24 pm

...........มาเลเซียและสิงคโปร์ค่ะ
แนบไฟล์
bb2229.jpg
.......
bb2230.jpg
.....
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย นุชวรรณ » เสาร์ 23 เม.ย. 2011 12:34 pm

[color=#BF4040]พระพุทธศาสนา บทที่[/b] 2[/color]

เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับพุทธประวัติ การผจญมารก่อนตรัสรู้ ขั้นตอนการตรัสรู้

สัตตมหาสถาน 7 แห่ง และการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ซึงเนื้อหาเหล่านี้เคยเรียนกันมาแล้ว หาอ่านทบทวนกันเองไม่ยากใช่มั้ยคะ



นอกนั้นจะเป็นพุทธสาวกที่สำคัญ เนื้อหาเหมือนสอบธรรมศึกษาเลย

พุทธสาวกที่ต้องเรียนในบทที่2 มี [b]พระสารีบุตร ... พระโมคคัลลานะ....นางขุชชุตตรา....พระเจ้าพิมพิสาร...


ศาสนิกชนตัวอย่าง ที่ต้องเรียน คือ...พระมหาธรรมราชาลิไทย....สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส[/color]


[color=#BF4000]ชาดกในบทที่ 2 ที่ต้องเรียนมี 2 เรื่อง คือ ...มิตตวินทุกชาดก... และ.. ราโชวาทชาดก ... ค่ะ


***************************************************************************************************************

พุทธประวัติ

[color=#008080]๑ ผจญมาร[/b]

เมื่อพระมหาสัตว์ ทรงรับ[b]หญ้ากุศะ ๘ กำจากพราหมณ์ชื่อโสตถิยะ
แล้ว ทรงนำไปปูลาดเป็นอาสนะ ที่โคนต้น “อัสสัตถะ” (ต่อมาเรียกต้นพระศรีมหาโพธิ์)

ประทับนั่งผินพระพักตร์ไปทางแม่น้ำเนรัญชรา ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า

“ตราบใดที่ยังไม่บรรลุสิ่งที่พึงบรรลุด้วยความพยายามของบุรุษ ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ

แม้ว่าเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังและกระดูกก็ตามที เราจะไม่ลุกขึ้นจากอาสนะนี้”


ทรงนั่งสมาธิวิปัสสนา ได้ฌาน ทรงฌานเป็นฐานแห่งวิปัสสนาแนวดิ่งต่อไป ว่ากันว่าพญามาร มีนามว่าวสวัตตี

ผู้ตามผจญพระองค์มาตลอด ตั้งแต่วันเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ออกผนวช) มาปรากฏตัวพร้อมเสนามาร มีอาวุธครบครันน่าสะพรึงกลัว

พญามารร้องบอกให้พระองค์เสด็จลุกจากอาสสนะว่า “บัลลังก์นี้เป็นของข้า ท่านจงลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”


เมื่อพระองค์แย้งว่า บัลลังก์เป็นของพระองค์ พญามารถามหาพยาน พระองค์ทรงเหยียดพระดรรชนีลงยังพื้นดินและตรัสว่า


“ขอให้วสุนธรา (พระแม่ธรณี) จงเป็นพยาน”

ทันใดนั้นพระแม่ธรณีก็ผุดขึ้นจากแผ่นดินปรากฏตัวบีบมวยผม บันดาลให้มีกระแสน้ำหลากมาท่วมทับพญามารพร้อมทั้งกองทัพพ่ายไปในที่สุด

เป็นอันว่าพญามารพร้อมทั้งกองทัพได้พ่ายแพ้แก่พระองค์โดยสิ้นเชิง
[/color]
เหตุการณ์ตอนนี้ ต่อมาได้ถูกจำลองเป็นพระพุทธรูปปางหนึ่ง เป็นปางนั่งสมาธิ พระหัตถ์วางบนพระเพลา ชี้พระดรรชนีลงพื้นดิน
เรียกว่า “ปางมารวิชัย” หรือ “ปางผจญมาร” ก็เรียก



จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถจะวิเคราะห์ได้ว่าการที่พระพุทธเจ้าทรงผจญมารและเอาชนะมารได้ในที่สุด
ถ้าตีความตามตัวอักษรก็ย่อมได้ เพราะคัมภีร์พระพุทธศาสนายืนยันว่ามีมารจริง มีเทพจริง และมารก็มีถึง ๕ ประเภท
แต่ถ้าจะแปลว่ามารในที่นี้คือ เทวปุตตมาร (เทพที่เป็นมาร) ก็ได้


[color=#4000FFแต่ถ้า “ถอดออกเป็นภาษาธรรม” อาจหมายความว่า มาร ก็คือกิเลส ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ
ที่มารบกวนพระทัยของพระพุทธองค์ในขณะนั่งสมาธินั่นเอง เสนามาร ก็คือกิเลสเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นบริวารของโลภะ โทสะ โมหะ
การที่ทรงผจญมาร ก็คือ ทรงต่อสู้กับอำนาจของกิเลสเหล่านี้นั่นเอง ][/color]

ส่วนพระแม่ธรณี ก็คือ บารมีทั้ง ๑o ที่ทรงบำเพ็ญมา
การอ้างพระแม่ธรณี ก็คือ ทรงอ้างถึงคุณความดีที่ทรงบำเพ็ญมา เป็นกำลังใจให้ต่อสู้กับอำนาจของกิเลส
เพราะพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญมาเต็มเปี่ยม พระองค์จึงสามารถเอาชนะอำนาจของกิเลสทั้งปวง บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด


....................................................................................................................................
๒ การตรัสรู้

เมื่อทรงผนวชแล้ว พระสิทธัตถะโคตรมะ ได้ศึกษาค้นคว้าทางพ้นทุกข์อยู่เป็นเวลา ๖ ปี จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในช่วงเวลา ๖ ปีนี้ พระองค์ทรงทำอะไรบ้าง จะขอสรุปเป็นขั้นตอนตามลำดับดังต่อไปนี้


ขั้นที่ ๑ ทรงฝึกปฏิบัติโยคะ ในแคว้นมคธ สมัยนั้นมีอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงอยู่ ๒ ท่าน
ที่สอนวิธีฝึกปฏิบัติโยคะ คือ “อาฬารดาบส กาลามโคตร” กับ “อุทกดาบส รามบุตร”
พระสิทธัตถะโคตมะ ทรงไปขอศึกษาและปฏิบัติอยู่กับอาจารย์ทั้งสองจนจบความรู้ของท่านทั้งสองโดยได้สำเร็จฌานสมาบัติ ๗ ขั้นจากอาฬารดาบส
และได้ฌานสมาบัติขั้นที่ ๘ จากอุทกดาบส
ก็ทรงทราบด้วยพระองค์เองว่า ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง จึงอำลาอาจารย์ทั้งสองเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์โดยลำพังต่อไป
................................................

ขั้นที่ ๒ ทรงบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตบะ คือ การทรมารตัวเองให้ลำบาก
ตามวิธีทรมารตนเองแบบต่างๆที่นักบวชชาวอินเดียนิยมทำกันเป็นจำนวนมาก
และ เชื่อว่าเป็นแนวทางพ้นทุกข์ทางหนึ่งในคัมภีร์พระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเล่าให้สาวกทั้งหลายฟังว่า

พระองค์ทรงทำตบะหรือทรมารตนหลายอย่าง เช่น เปลือยกายตากลมและฝน ไม่ฉันปลาและเนื้อ กินโคมัย (มูลโค) ยืนเขย่งเท้า
ไม่ยอมนั่ง นอนบนหนามแหลมคม ลงไปแช่น้ำเย็นจัดวันละสามเวลา เป็นต้น
พระองค์ทรงทรมารตนอย่างอุกฤษฏ์ปานฉะนี้ ก็ยังไม่ค้นพบทางแห่งความพ้นทุกข์ จึงหันมาเริ่มขั้นตอนที่ ๓ อันเป็นขั้นสุดท้ายของตบะวิธี

............................................................
[color=#008080ขั้นที่ ๓ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา “ทุกรกิริยา” แปลว่า การกระทำที่ทำได้ยากยิ่ง

พระองค์ทรงเล่าไว้ว่า ทรงกระทำเป็น ๓ ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

ขั้นที่ ๓.๑ กัดฟัน คือ กัดฟันเข้าหากัน เอาลิ้นดุลเพดาน ทำนานๆ จนเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย จนเหงื่อไหลออกจากรักแร้

ขั้นที่๓. ๒ กลั้นลมหายใจ คือ กลั้นลมหายใจให้นานที่สุด จนกระทั่งหูอื้อ ปวดศรีษะ จุกเสียดท้อง ร้อนไปทั่วสรรพางค์ ดุจนั่งอยู่บนกองไฟ

ขั้นที่๓.๓ อดอาหาร คือ ค่อยๆ ลดอาหารลงทีละน้อยๆ ในที่สุดไม่เสวยอะไรเลยเป็นเวลานาน
จนกระทั่งร่างกายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เวลาเอามือลูบกายเส้นขนก็ร่วงหลุดออกมาเป็นกระจุก เดินไปไหนก็ซวนเซ เป็นลมแทบสิ้นชีวิต
][/color]............................................................

[color=#0000FFพระองค์ทรงกระทำถึงขั้นนี้ก็ยังไม่ตรัสรู้ จึงทรงคิดว่าไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง
จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วหันมาเสวยพระกายาหารดังเดิม

พระองค์ทรงตระหนักว่าแนวทางที่ทรงทำมาเป็นเวลา ๖ ปีเต็ม เป็นแนวทางที่ผิดพลาด
ขณะเดียวกันก็ทรงค้นพบทางสายใหม่ซึ่งเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ “ทางสายกลาง”
จากนั้นพระองค์ทรงดำเนินตามทางสายกลางอันเป็นขั้นตอนสุดท้าย
][/color]......................................................................
ในระหว่างนี้ปัญจวัคคีย์ (ศิษย์ทั้ง ๕) ที่ตามมาอุปัฏฐากขณะที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
เห็นพระองค์ทรงกลับมาเสวยพระกายาหาร จึงเสื่อมศรัทธาหาว่าพระองค์ทรงคลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้ว
คงไม่มีทางตรัสรู้แน่ จึงพากันปลีกตัวไปอยู่เสียที่อื่น

................................................................................
ขั้นที่ ๔ ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต หรือก็คือ ทรงคิดค้นหาเหตุผลทางด้านจิตใจนั่นเอง

[color=#4000BFเมื่อพระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว พระองค์ก็เสด็จลำพังพระองค์ ไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม

ในตอนเช้าทรงรับข้าว “มธุปายาส” จากนางสุชาดา ซึ่งนำมาถวายโดยนางคิดว่าเป็นเทวดาที่ตนบนบานขอบุตรชายไว้

หลังจากเสวยข้าวมธุปายาสแล้วก็ทรงลอยถาดลงในแม่น้ำ ต่อมาเป็นเวลาเย็นพระองค์ได้เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัณชราไปยังฝั่งตะวันตก

ทรงนำเอาหญ้ากุศะ (แปลกันว่าหญ้าคา) ๘ กำที่นายโสตถิยะถวาย มาปูลาดเป็นอาสนะ ณ โคนต้นมหาโพธิ์

พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระปฤษฎางค์ (หลัง) พิงต้นมหาโพธิ์

ทรงเข้าสมาธิจนจิตตั้งมั่นแน่วแน่บรรลุฌานที่สี่ และได้ฌานที่สี่เป็น “บาท” (เป็นพื้นฐาน)

พิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติและสภาวธรรมทั้งหลายจนเกิดญาณ (การหยั่งรู้) ในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง


ความรู้แจ่มแจ้งนั้น ปรากฏขึ้นในพระทัยของพระองค์ดุจมองเห็นด้วยตาเปล่า
เป็นความสว่างโพลงภายในที่ปราศจากความสงสัยเคลือบแคลงใดๆ

ความรู้นี้ได้ตอบปัญหาที่ทรงค้างพระทัยมาเป็นเวลากว่าหกปีพร้อมกับความรู้ด้านกิเลส
(ความเศร้าหมองแห่งจิต คือ โลภ โกรธ หลง) ที่ทรงสงสัยอยู่ในจิตใจของพระองค์ก็ได้ปลาสนาการไปหมดสิ้น
][/color]....................................................................................

การรู้แจ้งของพระองค์สามารถ สรุปเป็นขั้นๆ ดังนี้

(๑) ในยามต้น ทรงระลึกชาติหนหลังของพระองค์ได้

(๒) ในยามที่สอง ทรงได้ตาทิพย์มองเห็นการเกิด การตายของสัตว์ทั้งหลายตามผลกรรมที่กระทำไว้

(๓) ในยามที่สาม ทรงเกิดความรู้แจ้งที่สามารถทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไปได้

สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นี้ก็คือ กระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์และการดับทุกกข์ เรียกว่า “อริยสัจ”
คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในเวลารุ่งอรุณของคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
.................................................................................
๓ .การสั่งสอน

หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาสัตวโลกที่จะพึงสั่งสอน
เปรียบเทียบกับดอกบัว ๓ เหล่า (ดอกปทุม, ดอกอุบล และดอกบุณฑริก) ที่เจริญงอกงามในน้ำ ๓ ระดับ

(ต่อมาพระอรรถกถาจารย์ได้เพิ่มเป็น ๔ ระดับเรียกว่า ดอกบัว ๔ เหล่า)
เสร็จแล้วตัดสินพระทัยไปสั่งสอน โดยมุ่งไปที่ปัญจวัคคีย์เป็นเป้าหมายแรก
หลังจากทรงทราบว่าพระอาจารย์ทั้งสอง คือ อาฬารดาบส กาลามโคตรร อุททกดาบส รามบุตร สิ้นชีพไปก่อนหน้านั้นแล้ว ๗ วัน

.......................................................................
พระองค์เสด็จไปตรัสสอน “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ว่าด้วยอริยสัจ ๔ ประการ แก่ ปัญจวัคคีย์
โกณฑัญญะปัญจวัคคีย์ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ทันทีที่ฟังพระธรรมเทศนาจบได้ทูลขอบวช
พระองค์ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีอุปสมบทที่เรียกว่า “เอหิภิกขุ” นับเป็นพระสาวกรูปแรกของพระพุทธองค์

จากนั้นก็ทรงแสดงธรรมให้อีก ๔ ท่าน จนได้ดวงตาเห็นธรรม และทูลขอบวชเป็นภิกขุตามลำดับ
หลังจากนั้นก็ทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร” (ว่าด้วยไตรลักษณ์ คือ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา) ปัญจวัคคีย์ได้บรรลุอรหัตผล
...........................................................
หลังจากนั้นก็ประทานอุปสมบทให้ยสะกุมาร และสหายของยสะอีก ๕๔ คน จนมีพระอรหัตสาวกครบ ๖o รูป
พระองค์ก็ทรงส่งให้แยกย้ายกันไปประกาศพระพุทธศาสนายังทิศต่างๆ

ส่วนพระองค์เองก็เสด็จไปโปรดชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารจำนวนหนึ่งพันคน โดยทรงแสดง “อาทิตตปริยายสูตร” (พระสูตรว่าด้วยไฟ)
จนชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารได้บวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์

พระเจ้าพิมพิสาร และชาวเมืองมคธ ที่นับถือชฎิลสามพี่น้อง เมื่อเห็นอาจารย์ของพวกตนมานับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา
ก็พากันเลื่อมใส ปฏิญาณตนนับถือไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งบ้าง
....................................................................
ในระหว่างนี้เอง อุปติสสมาณพ กับ โกลิตมาณพ ศิษย์ของสัญชัยเวลัฏฐบุตร หนึ่งในจำนวนครูทั้งหก
มาบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์ โดยการแนะนำของพระอัสสชิ หลังจากบวชแล้ว

อุปติสสะมีชื่อเรียกว่า พระสารีบุตร โกลิตะมีชื่อเรียกว่า พระโมคคัลลานะ
ทั้งสองท่านต่อมาไม่นานก็ได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธองค์ให้เป็นพระสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย
โดยพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางมีปัญญามาก
พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางมีฤทธิ์มาก

............................................................................
จากนั้นไม่นาน สุทัตตเศรษฐี (ต่อมาปรากฏนามว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี)
ได้เดินทางมาพบพระพุทธเจ้า ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จไปโปรดชาวเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล

สุทัตตะเองได้สร้างวัดถวายนามว่า พระเชตวันมหาวิหาร พระพุทธองค์เสด็จไปประทับเป็นประจำ
ทำให้ศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาได้ย้ายจากกรุงราชคฤห์ไปอยู่ที่เมืองสาวัตถีในเวลาต่อมา

..............................................................................

พระพุทธศาสนาได้เจริญแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากนั้นก็เกิดมีพุทธบริษัทครบ ๔ คือ ภิกษุบริษัท ภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท และอุบาสิกาบริษัท

เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงแล้ว พระพุทธองค์หลังจากเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ยังแว่นแคว้นต่างๆ เป็นเวลา ๔๕ พรรษา
ก็ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุได้ ๘o พรรษา ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ กรุงกุสินารา ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ
**********************************************************************************************************

ไม่มีเสียงตอบกลับเลย โดยเฉพาะจากคุณลูกห้อง 14

อยากจะโพสต์วิทย์ให้อ่านสักบทสองบท เลยชักลังเล.... ว่าจะมีใครอ่านมั้ยเอ่ย



[color=#0000FFท่าทางเด็กๆ ห้อง 14 จะซุ่มเรียนกันหนักแหงเลย

เลยไม่ว่างเข้าบอร์ดห้อง เห็นทีเปิดเทอมคราวนี้ ขึ้นม.2 แล้ว ฝีมือคงแกร่งกล้า

คงไม่ต้องใช้บริการโพสต์การบ้านและสรุปก่อนสอบแล้วเนอะ....
][/color] :lol: :lol:
นุชวรรณ
 

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย nuchawan » จันทร์ 25 เม.ย. 2011 11:54 am

สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ ที่ผู้ปกครองอยากได้มากกว่าคุณลูกๆ

เนื้อหาเยอะ เลยคิดว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า

ขอแนะนำ web ดีๆ ที่สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลได้หลายวิชา

แต่ที่ link ไว้ให้เป็นเนื้อหาของวิชาวิทยาศาสตร์ ม.2 ที่ต้องเรียนกันตลอดทั้งปี

เนื้อหาเข้าใจง่าย มีการทดลองและภาพประกอบสวยงาม อ่านเข้าใจได้ไม่ยากค่ะ


ขอแนะนำคุณลูกๆ เข้าไปอ่านกันบ้างนะคะ

อย่าปล่อยให้คุณผู้ปกครองอ่านฝ่ายเดียวนะจ๊ะ



https://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=73970


ขอขอบคุณ myfirstbrain.com ด้วยค่ะ
nuchawan
 
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 24 เม.ย. 2011 8:14 pm

Re: มาเตรียมตัวเรียน ม.2 กันดีมั้ย

โพสต์โดย nuchawan » พุธ 27 เม.ย. 2011 8:13 pm

เอาหนังสือเรียนภาษาไทย- วิวิธภาษา มา up date เนื้อหาให้ทราบค่ะ

เพิ่งพิมพ์เสร็จสดๆร้อนๆ
แนบไฟล์
ScannedImage-10.jpg
วิวิธภาษา ม.2 หลักสูตร 2551
ScannedImage-8.jpg
ScannedImage-9.jpg
nuchawan
 
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 24 เม.ย. 2011 8:14 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ห้อง 14

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน